potojae 的个人资料หน้ากากแสงจันทร์照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
2月17日 อ้างถึง"ชาติ"ครั้งหนึ่ง ชาติ (คำพิพากษา, เวลา) เขียนเกี่ยวกับร้านหนังสือในห้างลงหนังสือสีสัน (Season) (รวมเล่ม..เปลญวนใต้ต้นนุ่น) ในแง่มุมด้านหนึ่ง ที่อยากส่งเสริมร้านหนังสือนอกห้าง... Potojae เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เย็นวันนี้หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน รางวัลของวันนี้ ไปกินสุกี้ที่ โลตัส ดีกว่า อีกเหตุผลหนึ่งเพราะเลี้ยงวันเกิด someone
หลังจากปล่อยให้คนในครอบครัวเข้าไปในร้านก่อน ปลีกวิเวกไปร้าน SEED อ่อ SE-ED
ชอบบรรยากาศทุกครั้งที่เข้าร้านหนังสือ ชอบบรรยากาศที่คนเดิน คนยืน....อ่านหนังสือ
หากไฟฉายเป็นอุปกรณ์ฉุกเฉินในยามไฟดับ การอ่านหนังสือย่อมช่วยส่องสว่างให้ได้เช่นกับยามปัญญาดับ
ย้อนกลับมานึกถึง ชาติ การอุดหนุนร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ในห้างเหล่านี้ อาจจะส่งผลเสียอย่างที่เขาเขียนเอาไว้ก็ได้ อยากรู้ว่าเป็นยังไง..ไปหาอ่านเอง อุดหนุนคนไทยกันหน่อย
แต่ ในความเป็นจริงแล้ว ตอนนี้เราเดินทางมาไกลกว่าปัญหาที่ชาติเคยวิตกแล้ว เราเลยจุดนั้นมาแล้ว
ทุกวันนี้ ร้านหนังสือในสมุทรสงคราม ถ้าไม่นับรวมร้านที่ขายยกแผง แทบหาร้านหนังสือที่อนุญาตให้ยืน..แช่...อ่าน และมีหนังสือหลากหลายได้เลย ไม่มี
อย่างน้อยข้อดีของร้านหนังสือติดห้าง ก็ทำให้คน หลายๆ คนที่ไม่รู้จะทำอะไร แวะเข้ามา นั่นคือข้อดีของมัน
แต่ มันก็เหมือนกับว่าถ้า วันหนึ่ง เรามีร้านอาหารเหลือเพียงร้านเดียวในโลกนี้ เขาจะทำอะไรให้เรากิน เราก็ต้องกิน ถูกต้องไหม??? 1月9日 เมื่อไหร่?เงียบๆ เหงาๆ อยู่ 2-3 วันแล้ว ช่วงนี้ตลาดสดกลายเป็นตลาดสลดไปจนได้ บางวันก็มีความคิดเพลินๆ อยากไปดูหนังที่มาบุญครองเหมือนกัน ก็มันว่างเอามากๆ นี่หว่า แต่ในใจก็ไม่อยากใช้จ่ายให้มันสิ้นเปลืองนัก เพราะว่าช่วงนี้ต้องเก็บเงินเอาไว้ใช้สำหรับ Trip กลางปี ดังนั้นช่วงนี้จึงได้นั่งมากกว่ายืนทำขนม เฮ้อ ของขายไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีอารมณ์ทำขนมเลยว่ะ ตอนนี้ไม่ได้เจอเพื่อนสมัยเรียนเลยว่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าแต่ละคนเป็นไงบ้าง ไม่รู้ว่าไอ้โยหายจากรถล้มหรือยัง? ไอ้นิคจะยังหน้าแกเหมือนเดิมหรือเปล่า? ไอ้อิ๋วมันล้างรูปตอนไปเที่ยวลาวหรือยังวะ? ไอ้บีนทำงานใหม่เป็นไงมั่ง เจ๊น้อยมันลืมกรูหรือยังวะ? ไอ้นิวเป็นไงมั่ง? ไอ้ปิ๊กมันจะกินน้ำพริกที่บ้านอีกป่าว? เล็กจะโทรมาเล่าอะไรให้กรูฟังอีก? เมื่อไรจะเจอมรึงวะแอมป์? แก๊งค์แมงหวี่ไปอยู่ไหนกัน? พี่เม่นลืมโออิชิผมยังอ่ะ? ไอ้เหี้ยกอล์ฟอย่าลืม GTO กรู ฯลฯ หลายๆ คำถามที่อยากถามเมื่อเจอกัน แต่.... ไม่รู้เมื่อไรจะได้เจอกันเนอะ???? 1月7日 Life in a dayตื่นเช้า 6.30 น. ล้างหน้า แปรงฟัน ไม่อาบน้ำ หนาวววว ข้ามฝั่งมาขึ้นรถไปแม่กลอง ถ้ามีของต้องเอาไปขายก็ต้องหิ้วไปด้วย
7.00 น. ถึงร้าน เอาของวางขายหน้าร้าน เรียงขนม เริ่มตอกไข่ใส่ถังเอาไว้ แวะ break กินโอวัลตินกับปาต๊องโก๋ 2 ตัว จากนั้นกลับมาจอกไข่ต่อ ชั่งแป้งกับน้ำตาล
8.00 น. เริ่มปั่นขนม ล้างกะทะ อ้าว!!! ร้านโจ๊กลุงเบิ้มไปแล้ว เอาโต๊ะออกวางขายน้ำพริกหน้าร้านแม่ได้ เรียงขนมกับน้ำพริกหน้าร้านแม่ จากนั้นเริ่มกรอกน้ำพริกเผาเจ้าอร่อยของเราเอง
8.45 น. ติดไฟตู้อบ เอาแป้งที่ผสมแล้วขึ้น อบขนมได้
9.00 น. ผลัดกับพ่อ พักกินข้าวเช้าก่อน
11.00 น. คว้าเงิน 2 บาท ไปเข้าห้องน้ำก่อน
13.00 น. กินข้าวกลางวัน
14.00 น. เลิกงาน เฉพาะอบขนม ที่เหลือเป็นเวลาขาย เปลี่ยนตำแหน่งงานจากคนทำขนมเป็น เซลล์
18.00 น. เก็บแผง กลับบ้านดีกว่า
19.00 น. อาบน้ำ กินข้าว เล่นคอม ดูบอล ดูละคร ตอนนี้ติดดั่งดวงหฤทัยเอามากๆ
22.00 น. นอน 6月25日 27 กรกฎา ขอลาบวชถึงทุกๆ คนที่เป็นมิตรรักแฟนเพลงของกระผม
เนื่องด้วยในเดือนหน้านี้วันที่ 27 กรกฎาคม 2550 กระผมจะขอลาทุกๆ ท่านเพื่อเข้าสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนาเป็นเวลา 1 พรรษา สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผมเคยได้ล่วงเกินทุกๆ ท่าน ก็ขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
และเนื่องด้วยในเดือนหน้านี้อีกเช่นกันจะเป็นวันรับปริญญา (23 กรกฎาคม 2550) กระผมหวังว่าเพื่อนๆ ที่อ่านข้อความนี้จะพร้อมใจกันไปเลี้ยงฉลองสั่งลาชีวิตฆราวาสของกระผมด้วย
ด้วยรัก จากเอ้ 6月16日 นาฬิกา (ไขลาน) กับ บรรยากาศที่คุ้นเคย Series เที่ยวหลวงพระบางของกรูเริ่มมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเพราะการดองไว้ได้ที่แล้ว กะว่าอาทิตย์หน้าจะหยิบออกจากไหออกมากินต่อได้ซะที สืบเนื่องจากได้มีโอกาสกลับไปทำธุระบางอย่างที่มอ ทำให้ได้ความคิดอะไรหลายๆ อย่าง เลยต้องเอามาแทรกเอาไว้ก่อนละกัน
กำหนดการไปมออย่างไม่มีกำหนดการ วางไว้แค่ว่าไปๆ มันอย่างงั้นแหละ ทำธุระเสร็จแล้วก็เตร็ดเตร่อยู่มอสัก 2-3 วัน ได้ประสบเหตุการณ์หลายๆ อย่าง เรื่องมาหาเฮีย อย่างเช่น พี่ว๊ากกลัวน้อง (รายละเอียดไปอ่านใน space ไอ้เฮียนิคมัน) กลับไปมอคราวนี้หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปจนคิดว่ากรูเคยเรียนที่นี่จริงเหรอวะ สถานที่หลายๆ ที่ได้รับการปรับปรุง และมีการเปลี่ยนแปลง บัตรรถที่แจกตอนเข้ามีสีฟ้าแล้วหลังจากมีแต่สีเหลืองมาร่วมปี, ตรงทางเข้าประตูสาธิต คณะศึกษามีตึกใหม่ขึ้นมา, คณะเภสัชฯ กำลังก่อสร้างตึกอะไรก็ไม่รู้, กำลังมีการก่อสร้างโรงยิมใหม่ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีรุ่นน้อง ที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าเข้ามากันเต็มมอไปหมด บอกตามตรงว่าแทบไม่รู้จักสักคนเลย เพื่อนๆ ที่เจอแต่ละคนก็มีการเปลี่ยนแปลงกันไปหมด หน้าที่การงานและการเรียนกำลังดำเนินรุดหน้าอย่าง..ไม่หยุดยั้ง
ไปอยู่มอมาหลายวัน รู้สึกเหมือนเป็นวิญญาณที่ล่องลอยไปมา เหมือนเป็นเจ้าไม่มีศาล ไม่มีหลักแหล่ง เสมือนประหนึ่งว่าทุกคนรอบๆ ตัวที่มอ สวมนาฬิกาที่เดินปกติ เวลาของทุกคนเป็นปกติ แต่ตัวกรูสวมนาฬิกาที่มันไม่เดิน แต่มันย่องเอา เวลาค่อยๆ คืบคลานไปเรื่อยๆ ซะอย่างงั้น
หลังจากเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่มีอะไรทำ ก็ได้เวลากลับบ้าน เลยแวะไปหาหวานใจที่จุฬาซะหน่อย ก่อนขึ้นรถตู้หน้ามอเลยพยายามไขลานนาฬิกาที่สวมอยู่ให้มันเดินเหมือนคนปกติ ไปถึงปิ่นเกล้า ไปอนุสาวรีย์ ขึ้นรถไฟฟ้า (ที่ประตูมันชอบหนีบตูดกรูทุกที) ลงมาบุญครอง ก้มหน้าลงมองนาฬิกาของกรูอีกที นึกว่าลืมปรับ ห่าเอ้ย ก็ปรับแล้วนี่หว่า แต่ทำไมคนอื่นๆ รอบๆ ตัวมันดูรีบเร่งกันนักวะ แอบมองดูนาฬิกาคนรอบตัวกรูที่กรุงเทพฯ มีแต่คนที่สวมนาฬิกาที่กำลังวิ่งกันอยู่ บางคนส่วมนาฬิกาวิ่งแข่งอีกตะหาก โอย พาหวานใจไปกินข้าว แล้วกลับบ้าน ขึ้นรถทัวร์ ป.1 ที่สายใต้ เตรียมปรับนาฬิกาอีกครั้งเพื่อกลับบ้าน แต่เวลามันไม่เท่ากับคนอื่นๆ รอบตัว เลยต้องหานาฬิกาอ้างอิง เหลือบมองนาฬิกาบนรถทัวร์...
ห่าเอ้ย..ไม่มีนาฬิกาซะอย่างงั้น
............................................................................................................................
ส่งท้าย วันนี้กลับมาเดินตลาดเหมือนเดิมแล้ว รู้สึกถึงบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคยอีกครั้ง จากที่ 2-3 วันก่อนหน้านี้รอบๆ ตัวมีแต่นักศึกษาหน้าตาน่ารัก มีแต่ชุดขาว กระโปรงดำ (ขอโทษ ผู้ชายไม่อยู่ในสายตา) บรรยากาศสบายๆ กลับเปลี่ยนเป็น มีแต่แม่ค้าๆ ส่งเสียงเรียกคนซื้อซะ มีแต่กลิ่นปลา กลิ่นปลาเค็ม ฯลฯ กลิ่นแบบตลาดๆ เฮ้อ แบบนี่ละมั้งที่เรียกว่า "บรรยากาศที่คุ้นเคย" 5月21日 จุดที่ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสกลับไปมหาวิทยาลัยฮะ
ที่ต้องกลับไปเพราะบาปกรรมสมัยที่ยังเรียนอยู่เคยได้ก่อเอาไว้
ทำให้ทุกๆ ปีที่ผ่านมาและปีต่อๆ ไป ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤษภาคม จะต้องลักพาเวลาของตัวเองไปที่ม. อีกครั้ง
ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนที่จบมาแล้ว ทุกๆ ครั้งที่ได้กลับไปที่มหาวิทยาลัย ก็จะรู้สึกเหมือนๆ กัน
รู้สึกคิดถึงคืนวันเก่าๆ คิดถึงตอนเรียน ตอนสอบ รวมไปถึงตอนรับน้อง...
ช่วงที่รับน้อง สำหรับหลายๆ คนที่เคยเข้า และหลายๆ คนที่เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง
อาจจะยังจำได้ว่าจะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ทำตัวน่ากลัวๆ เข้ามาโหวกเหวกโวยวาย
แม่ง เข้ามาด่ากรูอยู่ได้
ซึ่งเพื่อนหลายๆ คนอาจจะเกลียดพวกเขา แต่หลายๆ คนอาจจะยังคิดถึงพวกเขา
ใช่ เขาคือ ไอ้พวกว๊าก นั่นเอง
เสาร์ที่ผ่านมามีการทดสอบความสามารถของน้องๆ ว๊ากเกอร์คณะเรา
น้องรุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ 14 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
การทดสอบมันก็น่าจะเป็นเหมือนๆ กับหลายๆ ปีที่ผ่านมา คือทดสอบ แล้วก็ทดสอบ
แต่วันเสาร์ที่ผ่านมาผมพบว่า น้องที่จะมาเป็นตัวแทนคณะกลับมา เพียงแค่ 12 คน
เป็นว๊ากเกอร์ 11 คน ประสานงาน 1 คน
โอ้ 11 คน ต่อน้องปี 1 ที่จะเข้ามา 1000 กว่าคน เหรอเนี่ย
สำหรับเรื่องการทดสอบ ผมคงไม่เสนอหน้ามาบอกทุกคนหรอก เพราะมันเหี้ยๆๆๆ มาก
แต่ผลที่ออกมานี่สิน่าสนใจกว่า
หลังจากรุ่นพี่ที่มาทดสอบคุยกันแล้ว จึงได้ข้อสรุปมาอย่างหนึ่งว่า
น้องแค่ 11 คนไม่พอ และฝีมือยังไม่เอาไหน
จึงมีข้อเสนอว่าให้มีรุ่นพี่ไปช่วยทำด้วย
ซึ่งรุ่นที่จะลงไปทำด้วยก็คือ รุ่น 12 หรือว่ารุ่นพี่ที่สอนรุ่น 14 อยู่นั่นเอง
และนี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรกในรอบ 14-15 ปีของคณะเรา
ที่กิจกรรมรับน้องว๊ากเกอร์จะเกิดจากการรวมรุ่นของสองรุ่นเข้ามาว๊าก
หลายๆ คนที่ยังไม่รู้อาจจะงงว่า รวมแล้วยังไง
ขออธิบายไว้ตรงนี้ว่า ปกติแล้วแต่ละปีแต่ละรุ่นที่จะมาทำว๊าก มักจะทดสอบได้จนเป็นที่พอใจของรุ่นพี่
แล้วไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรุ่น ของคณะ
ดังนั้นการที่ปีนี้ อาจจะเกิดการรวมรุ่นขึ้นมันแสดงถึงความล้มเหลวหลายๆ อย่างของระบบ (ผมคิดเช่นนั้น)
อย่างแรก ความไม่มีประสิทธิภาพของน้องรุ่น 14
สอง ความไม่เอาไหนของรุ่นสอนที่ต้องรับผิดชอบดำเนินการสอน ซึ่งก็คือรุ่น 12 นั่นเอง
สาม การเข้าไปแทรกแซงของรุ่นพี่บางคนทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับการสอน
แต่..อย่างน้องในเมื่อปัญหามันเกิดแล้ว ถูกต้องที่เราต้องช่วยกันแก้
แต่..อย่างน้อยผมก็คิดว่ามันก็ควรจะมีคนที่จะต้องรับผิดชอบ หรือขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หรือ..รับผิดชอบต่อความเหี้ยของตัวเองด้วย
หรือ..คิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของกรู กรูไม่เกี่ยวด้วย
เพราะฉะนั้น..จึงเกิดจุดที่ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงด้วยประการฉะนี้
บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความมักง่ายของบุคคลมันก็เป็นสิ่งที่เหี้ยเกินรับไหวเช่นกัน
ขอไว้อาลัยให้กับความเหี้ยๆๆ
4月25日 เรื่องนี้ไม่มีหัวข้อช่วงนี้ชีพจรลงตีนอย่างแรงครับ อาทิตย์ที่แล้วมีเหตุให้ต้องออกจากบ้านเข้ากรุงเทพ
ไปทำธุระนิดหน่อย แต่ด้วยโชคชะตากลั่นแกล้ง เลยมีเหตุให้ต้องเดินทางไกลทั้งๆ ที่ไม่ได้เตรียมตัว
เลยนั่งรถไฟเล่นๆ ไปเชียงใหม่ซะอย่างงั้น
ไปถึงเช้าอีกวันก็ไปนั่งกินกาแฟ ที่เชียงรายอีก เฮ้อ สบายจริงๆ
เย็นๆ กลับมากรุงเทพถึงตอนเช้า
ตอนเย็นไปราชบุรีหาไอ้บุ๊คเพื่อนว๊าก
แล้วไปนครปฐมอีก โห ชีพจรลงตีนจริงๆ
เมื่อวานก็ต้องกลับเข้าเมืองหลวงอีกครั้ง ด้วยเหตุที่มาจากอาทิตย์ที่แล้ว
อยากชวนตัวเองให้เข้าไปดูหนังกับเขาบ้าง
แต่ก็เกรงใจ...เงินในกระเป๋า
เวลาเปิดกระเป๋าตังก์ทีไร ชอบทำหน้าไม่พอใจซะทุกที เฮ้อ
อ่านสเปซไอ้ดำ แล้วก็อยากเขียนแบบมันมั่ง
ไอ้ดำ : กรูอยากไปกินกุ้งแม่น้ำอ่ะ
ไอ้เหี้ยโย : สราด ไปเที่ยวกะกรูห้ามยืมตังก์นะเว่ย กรูไม่มี ย้ำ กรูไม่มี
ไอ้นิค : ....สาดนึกไม่ออกว่ะ แต่เมื่อคืนแมนยูชนะมิลานว่ะ 555 (อาร์เซนอลเล่นวันไหนวะ 555) อ้อ เราระบาย เย็ดเข้
ไอ้ปิ๊ก : เมื่อไร propersal มรึงจะเสร็จวะ
ไอ้แม้ว : มรึงรีบๆ จีบน้องเค้าซะทีสิวะ มรึงไม่จีบกรูจีบเองนะเว่ย (เมื่อไรมรึงจะเลิกกินแหนมวะ)
ไอ้บีน : เมื่อไรมรึงจะเอาหนังสือสูตรขนมมาให้กรูวะ
ไอ้นิว : มรึงอย่าเพิ่งรีบมีลูกซะก่อนล่ะ เอ๊ะ เรามีเพื่อนชื่อนี้ด้วยเหรอวะ
หน้าหนู : ไม่ได้เจอมรึงเลยว่ะ แมร่งโทรมาหากรูแต่กรูไม่ได้รับ เลยโทรกลับ เสือกบอกโทรผิด
เสี่ยเล็ก : ค่าซ่อมเบาะมรึง เอาที่ติดกรูไว้ 500 ไปเลยนะ (แต่ถ้าเหลือคืนกรูก็ดี เงินเดือนมรึงเยอะแล้ว อย่างกดิ)
ไอ้เกรียง : แมนยูจงเจริญ
ไอ้เต้ย : ไม่เจอมรึงเลยว่ะ
ไอ้แอ๋ : หนัง X ที่กรูขโมยเขามา ช่วยเอามาคืนกรูด้วย สราด
226 : เอ่อ กรูว่ามรึงคงไม่เข้ามาอ่านหรอกว่ะ
227 : ไอ้นี่ก็คงไม่เข้ามาอ่าน
228 : ไอ้นี่มันคงอ่านว่ะ ... ตั้งใจทำงานนะเว่ย รวยๆ แล้วเลี้ยงกันได้
ไอ้ไกด์ : กรูไม่เรียนเป็นเพื่อนมรึงแล้วนะเว่ย
พี่บอมบ์ : เมื่อไรพี่จะเลิกใช้คอมภาคโหลดหนังวะ
(ไอ้) พี่โย : เมื่อไรมรึงจะเลิกทำตัวปัญญาอ่อนซะที ไอ้บ้า
4月18日 ขอบ่นช่วงนี้รู้สึกหดหู่ยังไงไม่รู้
ด้านหนึ่งเหมือนโดนดูถูก
อีกด้านเหมือนกับโดนท้าทาย
เหนื่อยล้าเหมือนกันแฮะช่วงนี้
เบื่อๆ ยังไงไม่รู้เหมือนกัน
ขอบ่นไว้หน่อยละกัน เผื่อลืม จะได้รู้ว่าช่วงนี้โคตรเบื่อ
ช่วงสงกรานต์ทำขนมวันละห้าหกถังแล้ว
อืม พัฒนาขึ้นเหมือนกัน
ป.ล. ช่วงนี้มีเกมแฮงแมนให้เล่นแล้ว ช่วยกันเล่นหน่อย 3月30日 ในสองวันเมื่อวานนี้ผมคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง เป็นโปรเจคใหม่ล่าสุดของผม ผมคิดมันได้ในตอนเช้าในขณะที่นั่งรถไปที่ทำงาน(ซึ่งก็คือตลาดนั่นแหละ)
ผมใช้เวลาหลังจากนั้นโทรไปขอคำปรึกษาเพื่อนสนิทของผมสมัยมัธยม และมันก็ให้คำแนะนำที่ดีในระดับหนึ่ง
หลังจากนั้นผมปวดท้องเลยไปเข้าห้องน้ำ(อันนี้ไม่เกี่ยวอะไร) หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จจึงตัดสินใจ เริ่มโปรเจคของผมทันที
โปรเจคใหม่ของผมนี้มีกำหนดเวลา 2 ปีครึ่งถึง 3 ปี ถ้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่มันคืออะไรนั้น ตอนนี้ผมยังบอกไม่ได้ (กลัวว่าไม่สำเร็จแล้วจะหน้าแหกอ่ะ 555)
เมื่อคืนนี้ก่อนเข้านอน ด้วยความที่มีเวลาเหลือเฟือ จึงมีเวลาดูหนังเรื่องหนึ่งทางยูบีซี
หนังเรื่องนี้หลายๆ คนคงเคยดูกันแล้ว มันชื่อว่า "Meet Joe Black"
มันเป็นเรื่องที่เล่าเกี่ยวกับวันลาพักร้อนของยมทูตตนหนึ่ง ที่ขอมาอยู่กับมหาเศรษฐีที่ชื่อ "วิลล์ แฮร์ริส" ก่อนที่วิลล์จะลาจากโลกนี้ไป
เรื่องราวของหนังก็สนุกในระดับหนึ่งสมกับที่เป็นหนังจากแดนมะกัน
แต่จุดที่ผมสนใจมันอยู่ตรงนี้ครับ...
หลังจากที่วิลล์รู้ว่าเขากำลังจะตาย เขาได้เปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งในชีวิตของเขา จากที่เคยคิดจะขายบริษัทที่เขาสร้างมากับมือ เขาก็ล้มเลิก
เพราะไม่อยากทำลายสิ่งที่เขาสร้างมา จากที่ไม่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว ในช่วงเวลาที่เหลือนี้เอง ที่เขารู้ว่าครอบครัวมีความหมายกับเขาเพียงใด
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า"หลังจากที่ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้า สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจที่สุด ก็คือผมยังมีชีวิตอยู่"
ถ้าคิดตามนั้น ผมก็ว่าน่าจะจริง ทุกๆ วันที่เราตื่นขึ้นมา เรามีแต่เรื่องที่น่ายินดี อย่างน้อยเราก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่ถึงตรงนี้ผมก็ยังแอบอิจฉานายวิลล์ ในหนังอยู่อย่างหนึ่ง
วิลล์โชคดีที่รู้ว่าเขาจะไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้อีกวันไหน แต่พวกเรารวมถึงผมนั้นไม่มีทางได้รู้
ดังนั้นแล้วในเมื่อเรายังไม่มีทางรู้ว่าวันใดที่เราจะไม่สามารถตื่นขึ้นมารับแสงอาทิตย์ในยามเช้าได้อีก
ผมจึงคิดว่าสิ่งที่ผมทำเช้าวานนี้น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีพอสมควรทีเดียว
ไอ้ที่บอกว่าดีเนี่ย ไม่ใช่ผลที่ผมจะได้รับหรอกครับ
แต่มันดีที่เป็นการตัดสินใจที่ คิดแล้วทำ ต่างหากครับ 3月22日 คำพิพากษาหนึ่งในหนังสือที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าชีวิตมัน "บัดสบ" เรื่องหนึ่งคือ "คำพิพากษา"
สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านหรือว่าไม่เคยชมในรูปแบบภาพยนตร์ มันเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งชื่อไอ้ฟัก
ที่ถูกคนในหมู่บ้านคิดว่าเขามีอะไร (คำว่าอะไรในที่นี้คงเข้าใจนะ โตๆ กันแล้ว) กับสมทรง คนบ้าที่พ่อเก็บมาทำเมีย
เรื่องราวก็ดำเนินไป สุดท้ายสิ่งที่สังเวยให้กับข้อกล่าวหานั้นก็คือ ความตายของไอ้ฟัก
หลังจากหันหลังให้กับชีวิตการเรียน
ยังไม่เคยมีวันไหนเลยที่เราจะไม่ต้องตกเป็นจำเลยของคดีที่ว่า
"ไม่เรียนต่อ แล้วมาขายของ"
เรื่องนี้จะต่างจากหนังสือที่กล่าวด้านบนตรงที่ตัวเอกของเรื่องชื่อ "ไอ้เอ้" ไม่ใช่ไอ้ฟัก
ส่วนตัวเอกของเรื่องอีกตัวไม่ใช่ "นังสมทรง" แต่เป็น "ความเชื่อ"
เป็นความเชื่อที่ว่าจะทำในสิ่งที่เรารัก
เรื่องราวกำลังเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่มีใครรู้ว่าคำพิพากษาจะเป็นเช่นไร
แต่หวังเพียงแค่ว่า
ตัวเอกทั้งสองของเรื่องนี้จะไม่ตายจากกัน
3月20日 ข่าวด่วนปรับปรุง space ใหม่แล้ว เข้ามาเยี่ยมตูบ่อยๆ หน่อยนะ
ช่วงนี้เหงาฉิบหาย
ทำขนมทุกวัน
หยุดไม่เหมือนกับคนอื่น
ติดตามความเคลื่อนไหวตูได้
ขอบจายทุกคน 1月22日 คำถาม...คำตอบคำถามที่เกือบสามสัปดาห์ผ่านมาที่เราต้องคอยตอบคำถามที่เริ่มขึ้นด้วยคำว่าทำไม?
ทำไมถึงไม่เรียนต่อ?
ไม่ใช่แค่เพื่อนๆ หรือว่าอาจารย์เท่านั้นที่ถามคำถามนี้ แต่ทุกๆ คนที่อยู่รายล้อมตัวเราพอเจอเราก็ย่อมถามคำถามนี้
คำตอบบางคำตอบมันก็ไม่สามารถบอกกับใครได้เหมือนกัน บอกใครไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เก็บไว้คนเดียวดีกว่า
และคำถามต่อมาที่ขึ้นต้นว่า อะไร? ก็ตามมา
แล้วมรึงจะไปทำอะไร?
คำถามนี้ไม่ใช่แค่ทุกๆ คนในย่อหน้าด้านบนที่ถามเราเท่านั้น แม้แต่ตัวเราเองยังต้องย้อนกลับมาถามคำถามนั้นกับตัวเองอยู่บ่อยๆ
ทุกวันนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่นอนว่าจะทำอะไร แต่คำตอบหนึ่งที่เราตอบตัวเองแล้วก็เริ่มชอบกับมันก็คือ
ทำในสิ่งที่เราชอบ
ตอนนี้เรากำลังทำกิจการที่บ้านอยู่ ถ้าเผื่อใครไม่รู้ บ้านเราแม่ขายก๋วยเตี๋ยว พ่อขายขนมไข่
ทุกวันนี้ตอนเช้าเราจะไปแม่กลองเพื่อช่วยแม่เรา และก็ช่วยพ่อย่างขนม แต่ตอนนี้เราเป็นได้แค่เพียงลูกมือเท่านั้น
และก็ที่เราภูมิใจคือเราคิดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมาขาย ซึ่งก็พอขายได้อยู่บ้าง สำหรับเราตอนนี้มันเป็นงานที่เราชอบ ใช่ เราชอบ
แต่พอเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบแล้ว ก็จะมีคำถามที่ขึ้นต้นว่า ทำไม? ตามมาอีก
แล้วจะไปเรียนมาทำไมตั้ง 4-5 ปี?
หรือ
ทำไมไม่ทำงานบริษัท?
ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบหน้า(คนถาม) ก็จะต้องตอบว่าเรียนเพื่อเอาความรู้
แต่คำตอบของเรา.....ก็คล้ายๆอย่างนั้น แต่แตกต่างกันนิดหน่อย
สิ่งหนึ่งที่เราพบก็คือ เราทุกคนชอบตั้งคำถาม
และในขณะเดียวกันเราทุกคนก็มักจะเลือกคำตอบที่ดีที่สุด(สำหรับคนถาม) แต่ไม่ค่อยเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง
คนเรามันก็แค่นี้ คงอาจพอเป็นคำตอบสำหรับตัวเราในตอนนี้ได้
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
เรา...ไม่มีคำตอบ |
|
|