potojae 的个人资料หน้ากากแสงจันทร์照片日志列表更多 工具 帮助

日志


2月17日

อ้างถึง"ชาติ"

ครั้งหนึ่ง ชาติ (คำพิพากษา, เวลา) เขียนเกี่ยวกับร้านหนังสือในห้างลงหนังสือสีสัน (Season) (รวมเล่ม..เปลญวนใต้ต้นนุ่น) ในแง่มุมด้านหนึ่ง ที่อยากส่งเสริมร้านหนังสือนอกห้าง... Potojae เห็นด้วยอย่างยิ่ง
 
เย็นวันนี้หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน รางวัลของวันนี้ ไปกินสุกี้ที่ โลตัส ดีกว่า อีกเหตุผลหนึ่งเพราะเลี้ยงวันเกิด someone
 
หลังจากปล่อยให้คนในครอบครัวเข้าไปในร้านก่อน ปลีกวิเวกไปร้าน SEED อ่อ SE-ED
 
ชอบบรรยากาศทุกครั้งที่เข้าร้านหนังสือ ชอบบรรยากาศที่คนเดิน คนยืน....อ่านหนังสือ
 
หากไฟฉายเป็นอุปกรณ์ฉุกเฉินในยามไฟดับ  การอ่านหนังสือย่อมช่วยส่องสว่างให้ได้เช่นกับยามปัญญาดับ
 
ย้อนกลับมานึกถึง ชาติ การอุดหนุนร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ในห้างเหล่านี้ อาจจะส่งผลเสียอย่างที่เขาเขียนเอาไว้ก็ได้ อยากรู้ว่าเป็นยังไง..ไปหาอ่านเอง อุดหนุนคนไทยกันหน่อย
 
แต่ ในความเป็นจริงแล้ว ตอนนี้เราเดินทางมาไกลกว่าปัญหาที่ชาติเคยวิตกแล้ว เราเลยจุดนั้นมาแล้ว
 
ทุกวันนี้ ร้านหนังสือในสมุทรสงคราม ถ้าไม่นับรวมร้านที่ขายยกแผง แทบหาร้านหนังสือที่อนุญาตให้ยืน..แช่...อ่าน และมีหนังสือหลากหลายได้เลย ไม่มี
 
อย่างน้อยข้อดีของร้านหนังสือติดห้าง ก็ทำให้คน หลายๆ คนที่ไม่รู้จะทำอะไร แวะเข้ามา นั่นคือข้อดีของมัน
 
แต่ มันก็เหมือนกับว่าถ้า วันหนึ่ง เรามีร้านอาหารเหลือเพียงร้านเดียวในโลกนี้ เขาจะทำอะไรให้เรากิน เราก็ต้องกิน ถูกต้องไหม???
2月8日

ไม่มี

ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ก็มันไม่มี
1月9日

เมื่อไหร่?

เงียบๆ เหงาๆ อยู่ 2-3 วันแล้ว ช่วงนี้ตลาดสดกลายเป็นตลาดสลดไปจนได้ บางวันก็มีความคิดเพลินๆ อยากไปดูหนังที่มาบุญครองเหมือนกัน ก็มันว่างเอามากๆ นี่หว่า แต่ในใจก็ไม่อยากใช้จ่ายให้มันสิ้นเปลืองนัก เพราะว่าช่วงนี้ต้องเก็บเงินเอาไว้ใช้สำหรับ Trip กลางปี ดังนั้นช่วงนี้จึงได้นั่งมากกว่ายืนทำขนม เฮ้อ ของขายไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีอารมณ์ทำขนมเลยว่ะ

ตอนนี้ไม่ได้เจอเพื่อนสมัยเรียนเลยว่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าแต่ละคนเป็นไงบ้าง ไม่รู้ว่าไอ้โยหายจากรถล้มหรือยัง? ไอ้นิคจะยังหน้าแกเหมือนเดิมหรือเปล่า? ไอ้อิ๋วมันล้างรูปตอนไปเที่ยวลาวหรือยังวะ? ไอ้บีนทำงานใหม่เป็นไงมั่ง เจ๊น้อยมันลืมกรูหรือยังวะ? ไอ้นิวเป็นไงมั่ง? ไอ้ปิ๊กมันจะกินน้ำพริกที่บ้านอีกป่าว? เล็กจะโทรมาเล่าอะไรให้กรูฟังอีก? เมื่อไรจะเจอมรึงวะแอมป์? แก๊งค์แมงหวี่ไปอยู่ไหนกัน? พี่เม่นลืมโออิชิผมยังอ่ะ? ไอ้เหี้ยกอล์ฟอย่าลืม GTO กรู ฯลฯ หลายๆ คำถามที่อยากถามเมื่อเจอกัน แต่....

ไม่รู้เมื่อไรจะได้เจอกันเนอะ????

1月7日

Life in a day

ตื่นเช้า 6.30 น. ล้างหน้า แปรงฟัน ไม่อาบน้ำ หนาวววว ข้ามฝั่งมาขึ้นรถไปแม่กลอง ถ้ามีของต้องเอาไปขายก็ต้องหิ้วไปด้วย
7.00 น. ถึงร้าน เอาของวางขายหน้าร้าน เรียงขนม เริ่มตอกไข่ใส่ถังเอาไว้ แวะ break กินโอวัลตินกับปาต๊องโก๋ 2 ตัว จากนั้นกลับมาจอกไข่ต่อ ชั่งแป้งกับน้ำตาล
8.00 น. เริ่มปั่นขนม ล้างกะทะ อ้าว!!! ร้านโจ๊กลุงเบิ้มไปแล้ว เอาโต๊ะออกวางขายน้ำพริกหน้าร้านแม่ได้ เรียงขนมกับน้ำพริกหน้าร้านแม่ จากนั้นเริ่มกรอกน้ำพริกเผาเจ้าอร่อยของเราเอง
8.45 น. ติดไฟตู้อบ เอาแป้งที่ผสมแล้วขึ้น อบขนมได้
9.00 น. ผลัดกับพ่อ พักกินข้าวเช้าก่อน
11.00 น. คว้าเงิน 2 บาท ไปเข้าห้องน้ำก่อน
13.00 น. กินข้าวกลางวัน
14.00 น. เลิกงาน เฉพาะอบขนม ที่เหลือเป็นเวลาขาย เปลี่ยนตำแหน่งงานจากคนทำขนมเป็น เซลล์
18.00 น. เก็บแผง กลับบ้านดีกว่า
 
19.00 น. อาบน้ำ กินข้าว เล่นคอม ดูบอล ดูละคร ตอนนี้ติดดั่งดวงหฤทัยเอามากๆ
 
22.00 น. นอน
12月25日

จากพูกระดึงถึงพูสี 1

ขอบอกว่าตอนนี้ขี้เกียจเอามากๆ เพราะตั้งแต่กลับมาจากลาวเที่ยวนี้ก็ทำงานอย่างจริงจัง และเพิ่งไปทำธุระที่พิษณุโลกมา และก็กลับมาทำงานต่ออีกแล้ว เฮ้อ เหนื่อยโว้ย ทริปเดินทางสุดโหดล่าสุด เป็นการเดินทางจากยอดพูที่หลายๆ คนคงเคยไปกันแล้วไปถึงยอดพูใจกลางเมืองหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ที่หลายๆ คนอยากไปสัมผัส การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากไอ้อิ๋วที่ริอยากไปเที่ยวหลวงพระบาง และเหน็บเอากรูไปเป็นเพื่อนด้วยซะอย่างงั้น กรูก็ใจง่ายไปกะมันซะด้วย การเดินทางของกรูเริ่มที่จุดกางเต็นอุทยานแห่งชาติพูกระดึง เวลา 7.30 น. แต่เพียงผู้เดียว ส่วนอิ๋วนั้นปล่อยให้กรูล่วงหน้าลงพูไปก่อน ส่วนมันจะตามมาที่หลัง หลังจากใช้ความพยายามเป็นเวลา 4 ชั่วโมงกว่า กรูกะไอ้อิ๋วก็ลงมาถึงพูกระดึงก่อนเที่ยงจนได้ (อิ๋วลงมาถึงก่อนทั้งที่มันลงมาที่หลัง 5555) ลงมาถึงตีนพูแล้ว คราวนี้จากแผนที่วางไว้ จะไปขึ้นรถที่ตัวเมืองเลย แต่หลังจากสอบถามคนพื้นที่แล้วได้ความว่าถ้าจะไปหนองคายให้ไปขึ้นรถที่อุดรธานีดีกว่า ไอ้เรามันก็เชื่อคนง่ายอยู่แล้ว เอาก็เอาวะ ไปอุดรฯดีกว่า จึงเริ่มตั้งหลักออกจากตีนพูด้วยรถสองแถวให้ไปส่งที่ท่ารถไป อ.วังสะพุง เพื่อต่อรถไปอุดร ค่ารถจำไม่ได้แล้ว และคงไม่มีใครอยากรู้ เพราะกรูว่าคงไม่มีใครจะไปแบบกรูอีกแล้ว เพราะฉะนั้นมันคงไม่สำคัญหรอกโว้ย เรามาถึง วังสะพุงประมาณบ่ายโมง พบกับสภาพวังเวงของ บขส. วังสะพุง พอได้กินบรรยากาศ ทันใดนั้นรถ เลย-อุดรก็มาเทียบท่า กรูจึงไม่รอท่าแล้วขึ้นรถดีกว่า (รีบมาจนเกือบลืมไอ้อิ๋วที่เข้าห้องน้ำอยู่ แต่ก็บอกมันไปว่ากรูกลัวรถเขาไม่รอ เลยไม่ได้รอมรึง) รถจากเลยจะมาแวะที่ อ.วังสะพุง แล้วไปอุดร ผ่านทางอำนาจเจริญ (โอ้ คิดถึง อ.อำนาจ พ่อบุญธรรมของกรูจริงๆ ไม่ได้แกก็คงไม่จบ) หลังจากดูคอนเสริตของพี่ป้อมกับพี่โต๊ะ และบรรดามิวสิควีดีโอลูกทุ่งทั้งหลายจบไปหลายรอบ เราก็มาถึง บขส. อุดร (แห่งใหม่) ตอนเกือบๆ 5 โมงเย็น แม่งนั่งรถคุ้มมาก จนกรูอยากเอาค่ารถไปให้คนขับเพิ่ม พอลงรถก็ปรี่เข้าไปหารถ inter bus ไปนครหลวงเวียงจันทร์ พรึบ!!!! ไม่มี ฉิบหายแล้ว มันย้ายไปไหนแล้ววะ ก่อนจะตกใจไปมากกว่านั้น สอบถามประชาสัมพันธ์ได้ความว่า ท่ารถ inter bus อยู่ที่ขนส่งเก่า นี่มันขนส่งใหม่ จึงเหมาตุ๊กๆ ไปส่งที่ขนส่งเก่า ระหว่างทางต้องตกใจ แม่เจ้า นี่มันอุดร หรือว่ากรุงเทพ เจริญฉิบหาย มีแม่งทุกอย่าง หญิงตรึม น่ารักมากกกก ถึงขนส่งซื้อตั๋ว inter bus ไปนครหลวงเวียงจันทร์ คนละ 60 บาท ได้เที่ยวสุดท้าย 6 โมงแลง (แลง = เย็น) รถไปเวียงจันทร์ออกทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกที่ซื้อตั๋วรถแล้วต้องใช้ passport ด้วย เป็นอะไรที่เท่มั่กๆๆ ประหนึ่งว่ากำลังจะขึ้นเครื่อง 555 ระหว่างซื้อตั๋ว ทันใดนั้นพี่คนขายตั๋วก็ถามว่า เป็นคนอัมพวาเหรอ เราก็บอกว่าใช่ครับ ทั้งๆ ที่ในใจบอกว่าผมเป็นคนทุกที่คร้าบบพี่ 555 ทันใดนั้นพี่แกก็บอกว่า...... เมียพี่เป็นคนสมุทรสงครามเหมือนกัน แต่อยู่อำเภอบางคนที โห มาไกลขนาดนี้ยังเจอคนทัก แสดงว่าเราก็ดังไม่ใช่เล่นเหมือนกัน เลยถือโอกาสที่เมียแกเป็นคนบ้านเดียวกับกรู ขอฝากกระเป๋าไว้ก่อน จะออกไปกดเงินไปต่างประเทศ เลี้ยวขวาออกมาจากขนส่งเก่า เราก็เจอกับอักษรภาษาอังกฤษตัวหนึ่งที่คุ้นเคย
Major ceneplex ไอ้เหี้ย อุดรมีเมเจอร์ โรบินสัน แม่เจ้า เจริญฉิบหาย บ้านไม่มีโว้ย ขอเดินห้างอุดรหน่อยเถอะ ถึงแม้ว่าสภาพขาหลังจากลงพูของกรูกะไอ้อิ๋วจะไม่เอื้ออำนวยก็เถอะ เข้าห้างทั้งที เลยแวะกดเงินดีกว่า ไอ้เรามันเคยมีประสบการณ์ดูดบัตร ATM แล้วเลยต้องกดที่ตุ้ติดกับธนาคาร กะว่าเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ จะเข้าไปกระชากจากธนาคารเลย 555 ระหว่างนั้นก็คิดกับไอ้อิ๋วว่าจะแลกเงินไปเลยดีป่าว เออ ใช่ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เข้าเมืองลาวต้องใช้เงินกีบ ทันใดนั้น ไอ้อิ๋วก็เดินเข้าไปธนาคาร และขอแลกเงิน...กีบ 555 พี่ธนาคารเขาคงอึ้ง แม่งร้อยวันพันไปจะมีคนมาแลกเงินกีบ
การเดินทางเพิ่งเริ่มต้น ติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่โว้ย
 
 
12月8日

ข่าวล่าสุด ตอนนี้อยู่วังเวียงแล้วจ้า

พี่น้องทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วง ขณะนี้ข้าพเจ้ากับอิ๋วถึงวังเวียงเป็นที่เรียบร้อย และได้ลงเล่นน้ำซองอันไหลเย็นเป็นที่เรียบร้อย วันพรุ่งนี้จะไปเวียงจันทร์แล้ว และคงกลับประเทศไทย โปรดติดตามการเดินทางของข้าพเจ้าได้ที่นี่ เร็วๆ นี้ 5555

12月6日

จากพูกระดึงถึงพูสี (ปฐม)

     สะบายดีพี่น้องชาวไทย ขณะนี้ข้อยกับอ้ายอิ๋วได้เดินทางมาถึงหลวงพระบางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บ่ต้องเป็นห่วงเด้อ
     อีกไม่กี่วันจะกับไปอัพให้ทุกๆ คนได้รู้ถึงเรื่องราวการเดินทางอันบากบั่นของการเดินทางระหว่างภูกระดึงมาถึงหลวงพระบาง
โปรดติดตามด้วยความระทึกเป็นอย่างยิ่ง
 
    
11月23日

I'm back

      กลับมาสู่โลกแห่งความจริงได้ 7 วันแล้ว หลังจากเก็บกระเป๋าออกเดินทางเข้าสู่โลกพระธรรมไป 114 วัน ตอนนี้ก็กลับมาเหมือนเดิมแล้ว
ประกาศ
1. 1-5 ธ.ค. 2550 นี้ จะไปเที่ยวภูกระดึง ตอนนี้มีกรู ไอ้นิว ไอ้แม้ว และก็แอมป์ ฯลฯ ใครอยากไปโทรมาบอกก่อนวันพุธหน้า จะต้องจองรถ ด่วน
2. กรูคิดแล้วว่าจะยึดอาชีพขายขนมไข่ต่อจากพ่อ (อย่างน้อยก็คงพักใหญ่ๆ) เพราะฉะนั้นถ้าใครอ่านเจอตรงนี้ช่วยกันโปรโมตให้กรูด้วย ว่าขนมไข่ที่แม่กลองอร่อยมาก 555
 
 
     ได้ไปเรียนรู้พระธรรม พระวินัย และกิจของสงฆ์มาแล้วก็ช่วยกล่อมเกลาจิตใจอันหยาบกระด้างของกรูได้เหมือนกัน ใครที่ยังไม่ได้บวชแนะนำให้บวชสักพรรษา จะได้ลิ้มรสแห่งชีวิต อย่างน้อยตอนนี้กรูก็พบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งของชีวิต กรูตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะยึดอาชีพทำขนมนี่แหละ แต่บางทีกรูก็รู้สึกว่าเหมือนถูกเหยียดๆ จากสังคัง เอ้ย! สังคมยังไงไม่รู้เหมือนกัน ประมาณว่าคนแถวบ้านกรูคิดว่าปริญญาคือหนทางแห่งความสำเร็จ แบบว่าจบมาต้องทำงานบริษัทอะไรอย่างเงี้ยแหละ แล้วแบบว่ากรูไม่เป็นอย่างที่เขาวาดเอาไว้กันไง กรูเลยกลายเป็นตัวเหี้ยไรก็ไม่รู้ สำหรับกรูคิดว่าถนนแห่งความสำเร็จจากปริญญา คนมันแน่นแล้ว กรูเลยออกมาเดินถนนลูกลังเดี่ยวๆ ดีกว่า กรูก็พยายามปลอบใจตัวกรูเองว่า "เกียติยศของกรูไม่ได้อยู่ที่ชุดสูทหรอก" เคยมีคนถามเหมือนกันว่าไม่เสียดายความรู้ที่เรียนมาเหรอ กรูก็บอกว่ากรูไม่มีความรู้แล้วว่ะ มันผ่านมานานแล้วอ่ะ กรูมันไม่เอาไหนจำเหี้ยไรไม่ค่อยได้แล้ว ความรู้ที่เรียนมากรูไม่ได้ใช้ก็คงไม่เป็นไรหรอก เพราะมหาลัยสอนอะไรกรูหลายๆ อย่าง และก็ให้อะไรกรูหลายๆ อย่างแล้วล่ะ 4 ปีที่อยู่ที่ศิลปากรกรูเก็บเกี่ยวไว้ถึงแม้จะไม่เท่าคนอื่นแต่ก็เพียงพอสำหรับกรูแล้ว (อย่างน้อยก็ได้แฟนมา 1 คนแถมเพื่อนและพี่ๆ น้องๆ อีกต่างหาก)
      ตอนนี้อัตราค่าจ้างของกรูอยู่ที่ 200 บาทต่อวัน กินอยู่ฟรี วันไหนไม่มาไม่ได้ กรูเหมือนกำลังอยู่ในช่วยโปรอยู่ว่ะ พยายามจะไม่ขาดงาน เด๋วโดนไล่ออก แต่บอสใจดีอาทิตย์หน้าให้ลาพักร้อนไปภูกระดึงกับเพื่อนๆ ได้ จริงๆ แล้วตั้งแต่สึกมา เคยจะไปลาวคนเดียว แบบว่าอยากไปทบทวนบางอย่างในชีวิต แต่พอสึกมาแล้วจริงๆ กลับรู้สึกว่าต้องจริงจังกับชีวิตได้แล้ว อันไหนที่มันดูเหลวไหลกรูก็เลยไม่ไปแม่งเลย เรื่องสังสรรค์ตอนนี้กรูพยายามงด ๆ ลงไป เพราะว่ากรูไม่ขอเงินทางบ้านแล้ว อาศัยค่าแรงวันละ 200 บาทนี่แหละ อย่าว่ากรูนะเพื่อนๆ ถ้าพักนี้กรูจะดูงก ๆ ไปบ้าง แต่กรูต้องรีบสร้างตัว เพราะกรูอยากมีครอบครัวแล้วว่ะ (อันนี้ไม่ได้โม้นะเว่ย)
 
ย้ำ
ถ้าใครเข้ามาอ่านแล้วผ่านมาเที่ยวอัมพวา และมีโอกาสแวะมาเที่ยวแม่กลอง ช่วยกันมาอุดหนุนขนมไข่ของผมกันหน่อยนะครับ
7月19日

สุ้ต่อไปไทยแลนด์

ชีพจรลงเท้ากันอีกครั้งแล้วพี่น้อง คราวนี้ได้โอกาสไปเหยียบกรุงเทพเมืองฟ้าอมร เข็มทิศชีวิตชี้ทิศไปที่หัวหมาก
 
ไปเพื่ออะไร????
 
ตอบ : ไปเชียร์ทีมชาติไทย (โว้ย)
 
ไทย-ออสซี่
   จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ร้องเพลงชาติไทยแบบที่เรียกว่าฮึกเหิมเต็มที่เป็นครั้งไหน แต่ครั้งนี้ที่ร้องที่ราชมังคลานี่ถือได้ว่าใกล้เคียง กับเพื่อนร่วมชาตินับหมื่นในสนามวันนั้น ช่วยเสริมให้บรรยากาศยิ่งเร้าหัวใจเด็กอัมพวาขึ้นไปอีกโข ก่อนเริ่มเกมเหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ เสมือนหนึ่งว่าพระเจ้าไม่ได้พูดภาษาพ่อขุนรามคำแหง แถมไม่ได้กินข้าวเป็นอาหารหลัก จึงได้ส่งสายฝนลงมาซะอย่างนั้น ซึ่งก็ไม่แปลกใจที่ขุนพลจากซีกโลกใต้จะชอบใจกับสภาพอากาศที่ชุมช่ำ
   เริ่มเกมได้ไม่นานทีมช้างน้อยของเราก็เสียประตูจากลูกฟรีคิกจนได้ สภาพจิตใจนักเตะเป็นไงไม่ทราบได้ แต่สภาพกองเชียร์นับหมื่นเสมือนว่าเหลือแต่กองเชียร์หัวทองเท่านั้นในสภาพ แต่หลังจากทำใจได้กองเชียร์ไทยก็เริ่มส่งเสียงร้องกันต่อ
   ไทยแลนด์ สู้ สู้ ไทยแลนด์ สู้ สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ถูกร้องขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ปราศจากการตอบรับด้วยประตูจากนักเตะในสนาม...
   ช่วงพักครึ่ง ความสนใจของเหล่ากองเชียร์ไปสนใจกันที่สนามศุภฯ กันหมดสิ้น เพราะเพียงหวังว่าโอมานจะทำให้ความฝันของไทยเป็นจริง โดยการปริดชีพกองทัพอิรักให้อยู่หมัด
แต่คำถามก็เกิดขึ้นว่า โอมานชนะอิรัก แล้วไทยรักษาผลแพ้ 1-0 แล้วเราเข้ารอบ กับ ไม่สนใจคู่โอมาน แต่ขอให้ไทยเล่นให้ดีที่สุดแต่ตกรอบ จะเลือกแบบไหน????
   ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ ตุลาการในสนามก็สั่งให้พลพรรคช้างน้อยกับจิงโจ้ออสซี่โรมรันกันต่อไป สิ่งหนึ่งที่ถ้าหากอยู่ในสนามจะรู้ว่าครึ่งหลัง เจ้าจิงโจ้จากซีกโลกใต้ แทบไม่มีแรงเหลืออีกแล้ว บางคนก็เดิน ไม่มีการไล่บอล จังหวะไหนที่บอกออก ก็จะกรูกันออกไปขอน้ำจากข้างสนาม และเป็นเพียงฝ่ายไทยแลนด์ช้างน้อยเท่านั้นที่ไล่ขย่มจิงโจ้อย่างไม่ลดละ แต่แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ไทยเสียประตูที่สอง หลังจากนั้นเสียงเชียร์กลับเงียบหายไปอีกครั้งพร้อมๆ กับแฟนบอลจำนวนหนึงที่เริ่มเดินหนีออกจากสนาม ซึ่งคิดว่าอาจเกิดจากการไม่อยากทนดูได้อีกเพราะอาจจะกระทบกระเทือนใจ หรือว่ากลัวว่าออกช้าแล้วรถจะติดกันแน่หว่า
   การเกิดขึ้นของประตูที่สองไม่เพียงแต่ดูดเอาเสียงเชียร์ของกองทัพไทยไปเท่านั้นแต่มันได้ดูดเอาหัวจิตหัวใจของขุนพลในสนามไปด้วย สำหรับผมแล้วผลการแข่งขันมันจบแค่ 2-0 เท่านั้น ซึ่งตามแท็กติกแล้ว ออสเตรเลียถือว่าทำได้อย่างน่าชม เพราะครึ่งแรกขึ้นนำแล้วก็ตั้งรับเพื่อหาจังหวะสวนกลับ แล้วประตูที่สองก็ตอบสนองได้อย่างดี
   90 นาทีผ่านไปแล้ว เสียงนกหวีดจากตุลาการในสนามเงียบไปนานแล้ว แต่เสียง ไทยแลนด์ สู้ สู้ ไทยแลนด์ สู้ สู้ ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับนักเตะไทยที่โดดข้ามป้ายโฆษณาเข้ามาขอบคุณแฟนบอลของพวกเขา
   สู้ต่อไป ไทยแลนด์
 
 
6月25日

27 กรกฎา ขอลาบวช

ถึงทุกๆ คนที่เป็นมิตรรักแฟนเพลงของกระผม
     เนื่องด้วยในเดือนหน้านี้วันที่ 27 กรกฎาคม 2550 กระผมจะขอลาทุกๆ ท่านเพื่อเข้าสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนาเป็นเวลา 1 พรรษา สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผมเคยได้ล่วงเกินทุกๆ ท่าน ก็ขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
     และเนื่องด้วยในเดือนหน้านี้อีกเช่นกันจะเป็นวันรับปริญญา (23 กรกฎาคม 2550) กระผมหวังว่าเพื่อนๆ ที่อ่านข้อความนี้จะพร้อมใจกันไปเลี้ยงฉลองสั่งลาชีวิตฆราวาสของกระผมด้วย
                                                            ด้วยรัก จากเอ้
6月18日

สะบายดีหลวงพระบาง...ตอนที่ 4 หลวงพะบาง 0.2

    อารัมภบท...เดือนหน้าจะหนีไปอยู่ในร่มเงาของศาสนาแล้ว ตอนนี้ก็เตรียมตัวทำหนังสือเดินทาง (ธรรม) และก็จัดเตรียมเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย เพราะคิดว่าการเดินทางครั้งนี้อาจจะได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยพบมาก่อน เออ การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย ที่มีโครงการท่องเที่ยว (ทางโลก) ทั้งหลายโปรดอดใจรอเป็นเวลา 3 เดือน (รอกรูด้วย)
.......................................................................................................................
    หลังจากปะกับญาติคนไทยที่พิพิธภัณฑ์หลวงพระบางแล้ว ก็พากันเดินเข้าไปเที่ยวพร้อมๆ กันซะเลย เสียค่าเข้าตามธรรมเนียม 30,000 กีบและห้ามถ่ายรูปตามธรรมเนียมพิพิธภัณฑ์ทั่วไป และก็เหมือนๆ กับพิพิธภัณฑ์ทั่วไปที่จะจัดแสดงของเก่าของแก่ของบ้านเมือง ก็เป็นอย่างที่ทุกคนพอจะจินตนาการได้ แต่ที่นี่มีสิ่งที่พิเศษคือว่าแต่เดิมสถานที่นี้เป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์ของลาว และที่พิเศษกว่านั้นก็คือเสียงเพลงที่ขับกล่อมนักท่องเที่ยวที่เดินชมภายในพิพิธภัณฑ์นั้นหาได้เป็นเพลงคลาสสิคหรือว่าเพลงที่ควรเปิดอย่างที่ควรจะเปิดไม่ กลับเป็นเพลงรำวงที่เปิดคลอไว้เนื่องจากข้างๆ พิพิธภัณฑ์กำลังมีรำวงกันอยู่นั่นเอง ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่บางคนที่มาอำนวยความสะดวกจึงมีอาการเขิน ทำหน้าแดงใส่นักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา
    "ถ้าจะไป จำไว้ซะว่า...พิพิธภัณฑ์รวมถึงสถานที่ราชการอื่นๆ เปิดทำการ 2 ช่วง ช่วงเช้า 8.00-11.30 และช่วงบ่าย 13.30-16.00 น. ช่วงเวลาที่หายไปเค้าพักกินข้าว หรือบางทีก็พักไปรำวงกันโว้ย"
    หลังจากเปิดหูเปิดตากับพิพิธภัณฑ์กันไปแล้วก็เจอกับญาติคนไทยอีก 2 คน นั่นก็คือพี่โนกะพี่เชิดนั่นเอง ด้วยความที่มีมนุษยสัมพันธ์อันดี เลยเข้าไปถามพี่เค้าว่าเค้าจะไปไหนต่อ ได้ความว่าวันนี้พี่เค้ากะว่าจะไปเที่ยวน้ำตกกวางซีที่อยู่นอกเมืองหลวงพระบางกัน ทีแรกไอ้เราก็ไม่คิดอะไร แต่พี่เค้าถามว่าแล้วพวกเราจะไม่ไปกันเหรอ เลยคิดว่าเอ่อ ไปกะพวกพี่ได้ป่าว (ทีแรกไม่กล้าไปกะพวกพี่ เพราะคิดว่าพี่ 2 คนอาจมี something wrong WoW!!!!) เลยตกลงกันว่าพี่เค้าจะไปติดต่อเรื่องรถที่บริษัททัวร์ให้ แล้วก็ได้รถ เป็น Taxi หลวงพระบาง หรือ ที่เราเรียกกันว่า ตุ๊กๆ นั่นเอง ในราคา 600 บาท (มั้ง) สักอึดใจรถส่วนตัวของพวกเราก็มาถึง จึงได้รีบออกเดินทาง เพราะตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายแล้ว นั่งรถแบบสบายๆ ตามถนนหนทางที่พอรับได้ สักอึดใจเดียวก็มาถึง "น้ำตกกวางซี" ซึ่งก็เป็นตามธรรมเนียมของที่นี่แล้วที่จะต้องเสียค่าเข้าไปชมน้ำตกที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในหลวงพระบาง ซึ่งที่น้ำตกกวางซีก็มีการทำถนนทางเดินไว้ให้อย่างดี คนเกลียดความเราบากอย่างกรูเลยสบายใจได้ แต่เพื่อนร่วมทริปของเราบางคนมันชอบความลำบากมาก อันไหนที่โหดๆ ลุยๆ มันชอบ มันเลยไม่เดินตามทางทำไว้ กลับเดินไปอีกทาง เพื่อ.....
    เพื่อไปเจอกับกรงเลี้ยงหมี หมีเกือบๆ 10 ตัวอยู่ในกรงเดียวกัน เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นหมีตัวลูกที่แม่มันถูกล่าไปแล้ว เหลืออยู่แต่ตัวลูก เลยเอามาเลี้ยง เฮ้อ เซ้า เศร้า เปลี่ยนจากความเศร้าของหมีมาต่อที่ความเศร้าของกรูกันดีกว่า จากที่ไม่เดินตามทางที่กำหนด ทำให้ต้องเดินลำบาก (นิดหน่อย) แต่ก็เล่นเอาหอบได้พอสมควร จนสุดท้ายก็ได้ขึ้นมาจนถึง น้ำตกกวางซีจนได้ แต่.. ไอ้ขาขึ้นมานี่ไม่เท่าไร เห็นหนทางลิบๆ แต่ไอ้ขาลง เพื่อนมันบอกว่าเมื่อกี้พี่โนกะพี่เชิดขึ้นไปต่อ แล้วพวกมันก็คิดกันประมาณว่าถ้าขึ้นไปต่อจะไปเจอกับทางราดยางที่เราเจอกันตอนแรก ไอ้เราก็อยากจะยับยั้ง แต่มันก็ดันหาว่าเรากลัวเหนื่อยอีก (ก็กลัวเหนื่อยจริงๆ นี่หว่า) และแล้ว 5555 สุดท้าย พอเดินขึ้นไปอีกสักพัก ก็เห็นพี่โนกะพี่เชิดเดินลงมาแล้วบอกว่าข้างบนไม่มีอะไรเลย (โว้ย)
    พักกันที่น้ำตก จิบเบยลาวกันพอชุ่มคอ ก็ได้เวลาเดินทางกลับ ขากลับเกิดเหตุการณ์ระทึกใจบนรถมากมาย เริ่มตั้งแต่ พอมาขึ้นรถตุ๊กๆ ที่เหมากันมา ปรากฎว่ารถติด แต่ไม่มีคนขับ ตายห่าแล้ว ทำไงดีเนี่ย จะโดนปล่อยไว้ที่นี่หรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วคนขับเค้าอยู่ด้านซ้ายตะหากโว้ย 555 อันนี้กรูล้อเล่นเอง แต่ที่ระทึกใจจริงๆ กลับเป็นตัวทากที่มายั้วเยี้ยกับพี่โน และน้องแจนนั่นเอง ถือซะว่าทำบุญไปละกัน แต่ที่กรูกะไอ้โยกลัวมากกว่านั้น คือกลัวว่าทากน้อยจะเข้าไปกัดหนอนน้อยนั่นเอง
     คืนนั้นให้รางวัลชีวิต ด้วยการไปกินข้าวร้านตำหนักลาว พร้อมๆ กับพี่โนและพี่เชิด กินกันเป็นแสนๆ ไม่น่าเชื่อ กินข้าวเสร็จแยกย้ายกะพี่ๆ เค้าแต่ก็แอบนัดไว้เจอกันต่อ แต่ขอเวลาไปทำการเดิน shopping ที่ตลาดกลางคืนกันเสียก่อน
     และสุดท้ายคืนนั้น ก็ได้ทำตามหัวใจเรียกร้อง ได้ไปเที่ยวในสถานที่ที่หนังสือนำเที่ยวหลวงพระบางแทบทุกเล่มไม่เคยได้ลงเอาไว้ นั่นก็คือ..."ดาวฟ้า" นั่นเอง 555 สถานที่สำหรับวัยรุ่นอย่างพวกเรา 555 ซึ่งการไปเที่ยวครั้งนี้ได้สำเร็จไปตามแผนที่ได้นัดกับญาติๆ คนไทยเอาไว้ตอนขึ้นรถมาหลวงพระบางจนได้ สำหรับคนไทยไม่ต้องห่วง เพราะวัยรุ่นลาวก็ร้องเพลงไทยได้ 555
......................................................................................................................
TipS
1. กวางซี ซึ่งเป็นชื่อของน้ำตก หมายถึงกวางหนุ่มที่เขาเพิ่งงอกเป็นปีแรก ซึ่งน้ำตกกวางซีเป็นน้ำตกหินปูนมีแอ่งน้ำกว้างอยู่เบื้องล่าง แต่ที่แปลกคือ "ห้ามลิงเล่นน้ำ" เอ้ย ไม่ใช่ "ห้ามลงเล่นน้ำ" คือแบบว่า คำว่า "ลง" ในภาษาลาว จะมีตัวสระ "โอะ" ซึ่งเหมือนตัวสระ "อิ" อยู่ด้วยเลยอ่านคำว่า "ลง" เป็น "ลิง"
2. ดาวฟ้า สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีของวัยรุ่นหลวงพระบาง ที่นี่เปิดเพลงทุกสัญชาติ รวมถึงสัญชาติไทย ถ้าจะไปบอก ตุ๊กๆ ได้ทุกคัน รู้จักเป็นอย่างดี แต่ผับปิดเร็วมาก รีบไป รีบเมา แล้วรีบกลับ
 
6月16日

นาฬิกา (ไขลาน) กับ บรรยากาศที่คุ้นเคย

     Series เที่ยวหลวงพระบางของกรูเริ่มมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเพราะการดองไว้ได้ที่แล้ว กะว่าอาทิตย์หน้าจะหยิบออกจากไหออกมากินต่อได้ซะที สืบเนื่องจากได้มีโอกาสกลับไปทำธุระบางอย่างที่มอ ทำให้ได้ความคิดอะไรหลายๆ อย่าง เลยต้องเอามาแทรกเอาไว้ก่อนละกัน
     กำหนดการไปมออย่างไม่มีกำหนดการ วางไว้แค่ว่าไปๆ มันอย่างงั้นแหละ ทำธุระเสร็จแล้วก็เตร็ดเตร่อยู่มอสัก 2-3 วัน ได้ประสบเหตุการณ์หลายๆ อย่าง เรื่องมาหาเฮีย อย่างเช่น พี่ว๊ากกลัวน้อง (รายละเอียดไปอ่านใน space ไอ้เฮียนิคมัน) กลับไปมอคราวนี้หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปจนคิดว่ากรูเคยเรียนที่นี่จริงเหรอวะ สถานที่หลายๆ ที่ได้รับการปรับปรุง และมีการเปลี่ยนแปลง บัตรรถที่แจกตอนเข้ามีสีฟ้าแล้วหลังจากมีแต่สีเหลืองมาร่วมปี, ตรงทางเข้าประตูสาธิต คณะศึกษามีตึกใหม่ขึ้นมา, คณะเภสัชฯ กำลังก่อสร้างตึกอะไรก็ไม่รู้, กำลังมีการก่อสร้างโรงยิมใหม่ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีรุ่นน้อง ที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าเข้ามากันเต็มมอไปหมด บอกตามตรงว่าแทบไม่รู้จักสักคนเลย เพื่อนๆ ที่เจอแต่ละคนก็มีการเปลี่ยนแปลงกันไปหมด หน้าที่การงานและการเรียนกำลังดำเนินรุดหน้าอย่าง..ไม่หยุดยั้ง
     ไปอยู่มอมาหลายวัน รู้สึกเหมือนเป็นวิญญาณที่ล่องลอยไปมา เหมือนเป็นเจ้าไม่มีศาล ไม่มีหลักแหล่ง  เสมือนประหนึ่งว่าทุกคนรอบๆ ตัวที่มอ สวมนาฬิกาที่เดินปกติ เวลาของทุกคนเป็นปกติ แต่ตัวกรูสวมนาฬิกาที่มันไม่เดิน แต่มันย่องเอา เวลาค่อยๆ คืบคลานไปเรื่อยๆ ซะอย่างงั้น
     หลังจากเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่มีอะไรทำ ก็ได้เวลากลับบ้าน เลยแวะไปหาหวานใจที่จุฬาซะหน่อย ก่อนขึ้นรถตู้หน้ามอเลยพยายามไขลานนาฬิกาที่สวมอยู่ให้มันเดินเหมือนคนปกติ ไปถึงปิ่นเกล้า ไปอนุสาวรีย์ ขึ้นรถไฟฟ้า (ที่ประตูมันชอบหนีบตูดกรูทุกที) ลงมาบุญครอง ก้มหน้าลงมองนาฬิกาของกรูอีกที นึกว่าลืมปรับ ห่าเอ้ย ก็ปรับแล้วนี่หว่า แต่ทำไมคนอื่นๆ รอบๆ ตัวมันดูรีบเร่งกันนักวะ แอบมองดูนาฬิกาคนรอบตัวกรูที่กรุงเทพฯ มีแต่คนที่สวมนาฬิกาที่กำลังวิ่งกันอยู่ บางคนส่วมนาฬิกาวิ่งแข่งอีกตะหาก โอย พาหวานใจไปกินข้าว แล้วกลับบ้าน ขึ้นรถทัวร์ ป.1 ที่สายใต้ เตรียมปรับนาฬิกาอีกครั้งเพื่อกลับบ้าน แต่เวลามันไม่เท่ากับคนอื่นๆ รอบตัว เลยต้องหานาฬิกาอ้างอิง เหลือบมองนาฬิกาบนรถทัวร์...
     ห่าเอ้ย..ไม่มีนาฬิกาซะอย่างงั้น
............................................................................................................................
 
    ส่งท้าย วันนี้กลับมาเดินตลาดเหมือนเดิมแล้ว รู้สึกถึงบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคยอีกครั้ง จากที่ 2-3 วันก่อนหน้านี้รอบๆ ตัวมีแต่นักศึกษาหน้าตาน่ารัก มีแต่ชุดขาว กระโปรงดำ (ขอโทษ ผู้ชายไม่อยู่ในสายตา) บรรยากาศสบายๆ กลับเปลี่ยนเป็น มีแต่แม่ค้าๆ ส่งเสียงเรียกคนซื้อซะ มีแต่กลิ่นปลา กลิ่นปลาเค็ม ฯลฯ กลิ่นแบบตลาดๆ เฮ้อ แบบนี่ละมั้งที่เรียกว่า "บรรยากาศที่คุ้นเคย"
6月12日

สะบายดีหลวงพระบาง...ตอนที่ 3 หลวงพะบาง 0.1

     หลังจากผ่านคืนวันอันยาวนานกว่าจะมาถึงหลวงพะบางได้ พวกเราเลยนอนกันจนเพลินไปหน่อย จนลืมออกไปใส่บาตรข้าวเหนียวกันในตอนเช้า ก็เลยได้แต่คิดว่าเอาไว้วันพรุ่งนี้ละกัน
     ตื่นมาผลัดกันอาบน้ำปะแป้ง ก็รีบออกเดินทาง แต่จะออกท่องเที่ยวด้วยสองขาหน้าเดินคงไม่ไหว เลยตกลงใจกันเช่าจักรยานไว้ถีบกันดีกว่า ไปกันสี่คน เช่ามันซะ 3 คัน (อัตราค่าเช่าวันละ 1 เหรียญ + ยึดหนังสือเดินทางไว้ด้วย แต่ก็มีของแถมเป็นโซ่เอาไว้คล้องรถกันหาย) ปัญหามันอยู่ที่เช่า 3 คัน เพราะต้องมีคนนึงเป็นคนซ้อน ด้วยการคำนวนระดับศักดินากันแล้ว เป็นข้าพเจ้าเองที่ได้รับเกียรติเป็นคนนั่ง ส่วนพลขับนั้นไซร้ ไม่ใช่ใครที่ไหน ไอ้กอล์ฟลูกน้องเราเองแหละ
     ดั่งคำโบราณว่าไว้ กองทัพเดินได้ด้วยท้อง ก่อนออกท่องเที่ยวอย่างจริงจังต้องเติมพลังกันไว้ก่อน ด้อมๆ มองๆ หาร้านๆ ตามประชาชิวๆ นั่งซะหน่อย แต่พอเหลือบเห็นราคาแล้วชิวไม่ลง เลยไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวหรือที่เรียกว่า "เฝอ" กินกันตายไปก่อนหนึ่งมื้อ เส้นทางท่องเที่ยวหลักของวันนี้จะอยู่ที่ถนนสีสะหว่างวง แวะเที่ยวที่วัดใหม่ก่อน วัดใหม่เป็นวัดที่อยู่ใกล้ๆ กับหอพิพิธภัณฑ์ โดยถ้าขี่จักรยานผ่านเส้นทางนี้ทางขวามือจะเป็นตลาดม้ง แวะเที่ยวัดใหม่ โดยที่แอบทำตัวเนียนเป็นคนลาวซะอย่างงั้นจะได้ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม (ปกติแล้วที่ท่องเที่ยวในลาวแทบทุกที่จะต้องเสียค่าเข้าชม) ออกจากวัดใหม่ด้วยใจระทึก เพราะพระพิรุณจะเริ่มทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์ซะอย่างงั้น ออกจากวัดใหม่ก็เข้าวัดแสน ถ่ายรูปได้ไม่เท่าไร ฝนก็เทลงมา ไม่รู้ว่าฝนที่เมืองไทยตกเป็นสายหรือเป็นเม็ด แต่ฝนที่นี่ตกเป็น...ไม่รู้เหมือนกันแหละว่าเป็นเม็ดหรือเป็นสาย
     ปั่นจักรยานออกจากวัดแสนด้วยความเร่งรีบ แต่ข้าพเจ้าไม่เหนื่อยเลยสักนิด ไม่ใช่เพราะแรงดี แต่ไม่ใช่คนขี่ต่างหากโว้ย เข้าไปที่วัดต่อไปชื่อวัดคีรี เจอกับญาติคนไทย 2 คนคือพี่โนกะพี่เชิด ในสภาพที่เปียกปอนไม่แพ้กัน ทักทายถ่ายรูปกันพอสมควรแล้ว คณะของเราก็เดินทางต่อไป ซึ่งไม่ไกลหรอกแค่ข้ามถนนฝั่งตรงข้ามไปก็จะพบกับวัดเชียงทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวไร้รากอย่างเราที่ต้องมาให้ถึงในประเทศที่รากยังหยั่งลึกอย่างนี้ให้จงได้ แต่เหมือนกับว่าช่วงพัก break ของพระพิรุณจะหมดลง การทำงานในช่วงสายจึงเริ่มต่อ คราวนี้ได้คำตอบแล้วว่าฝนที่นี่ตกเป็นสาย แต่เหมือนพรหมลิขิต ให้ได้เจอญาติคนไทย แกงค์ผุ้หญิงถึงผู้หญิงก็ได้ปรากฎตัวขึ้นที่หน้าวัดนั้นเอง พร้อมกับร่มที่อยู่ในมือ จะประหลาดใจว่าพวกพี่ท่านรู้ได้ไงว่าจะมีฝน แต่แท้ที่จริงป่าวหรอก พี่เค้าเตรียมไว้กันแดดด ฮา มาช่วงนี้ถือเป็นวันดีเพราะที่วัดเชียงทองนำพระประธานในโบสถ์หรือที่หลวงพะบางเรียก "สิม" ออกมาให้สรงน้ำกัน ซึ่งวันที่ไปเป็นวันสุดท้ายแล้ว เหมือนฟ้าจะเป็นใจให้ได้บรรลุในรสพระธรรม ฝนเลยตกอยู่อย่างงั้น เราเลยบรรลุเรื่องการถ่ายรูปมันซะเลย
     ฝนซาฟ้าใสเหมือนเดิม เริ่มต้นขี่จักรยานกันต่อ คราวนี้เลาะริมแม่น้ำโขงไป ขาลงเนินนี่สบายหน่อย ส่วนขาขึ้นเนินนี่ลำบ๊าก ลำบาก ลำบากใจแทนคนขี่ ดูเวลาตามนาฬิกาที่เมืองไทยแล้วเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ แล้ว ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันต่อดีกว่า ด้วยความที่หลวงพระบางเป็นเมืองที่กว้างใหญ่ม๊าก มาก แต่ด้วยความทีโลกมันกลมและพรหมลิขิตกำหนด เลยทำให้คณะของเราได้ปะกับญาติคนไทยทั้งสองกลุ่มอีกครั้งหนึ่งจนได้
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
TipS
1. วัดใหม่ หรือ วัดใหม่สุวันนะพูมาราม  เคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้าองค์พระบาง และยังเคยเป็นที่ประทับของพระสังฆราชของลาวองค์สุดท้ายอีกด้วย
2.วัดแสน เป็นที่ประดิษฐาน "พระเจ้าองค์แสน" พระพุทธรูปสำคัญของเมือง
3. วัดคีรี สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับทหารพวนที่ร่วมรบในสงครามระหว่างล้านช้างและพม่า
4. วัดเชียงทอง อธิบายได้ไม่หมดแต่นิยมได้สั้นๆ ว่า "สุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมล้านช้าง"
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิง
      ศรัณย์  บุญประเสิรฐ, "คู่มือนำเที่ยว หลวงพะบาง", สำนักพิมพ์สารคดี.
   
6月5日

วันเกิดกุ๊ก

     กุ๊ก ไอ้เพื่อนของผมเองฮะ วันนี้เป็นวันเกิดมัน เลยเขียนไว้เตือนตัวเองซะหน่อย เผื่อปีหน้าจะได้ไม่ลืม จนต้องให้ตัวมันโทร miss call เข้ามา แล้วต้องโทรไปหามันเพื่อจะได้รู้ว่าวันนี้วันเกิดมัน เพื่อนกรูที่มอ หลายๆ คนอาจจะเคยเจอกับความไม่ธรรมดาของมันแล้ว แต่ไหนๆ วันนี้ก็วันเกิดมันทั้งที กรูจะบันทึกวีรเวรของมันไว้ซะหน่อยละกัน เผื่อไว้วันหน้าจะได้จำได้
     วันแรกที่เจอหน้ามันตอนมอ 1 ก็รู้ว่าไอ้เหี้ยนี่ไม่ธรรมดา มีอย่างที่ไหน นักเรียนมอ 1 เข้าใหม่เสือกย้อมผมสีม่วง(ที่มันบอกว่าสีเปลือกมังคุด ตอนมันโดนอาจารย์ด่าเสือกบอกว่าพี่ย้อมให้มันตอนหลับ..เอากะมันสิ) ซึ่งไม่เข้ากับหน้าตาและผิวพรรณอันมีชาติตระกูลของมันเลย เข้าเรียนได้สี่วันก็เป็นเรื่อง เรื่องของเรื่องคือวันที่สามของการเข้าเรียน คาบแรกเป็นชั่วโมงคอมพิวเตอร์ ด้วยความที่ไม่เคยแตะคอมมาก่อน ด้วยความตื่นเต้นจนเนื้อสั่นของกรูสองคน แทนที่จะอยู่รออาจารย์ประจำชั้นตอนชั่วโมง home room กรูสองคนเลยออกไปก่อน ผลคืออีกวันกรูกะมันโดนฟาดหน้าห้องเรียนเป็นเยี่ยงอย่าง 555
     ตอนอยู่มอ 4 เริ่มมีอาการอยากทำเพื่อส่วนรวม ไปสมัครทำหน้าที่กู้ภัย หรือว่าเก็บศพนั่นแหละ แม่ง แต่ละวันก็จะเอารูปศพมาให้พวกกรูดูกันซะอย่างงั้น
     ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังขมักเขม้นอ่านหนังสือจะสอบ Entrance มันเสือกบอกว่ากรูไม่สอบ ไม่อยากเรียนกรูจะไปทำงาน สุดท้าย มันก็ไปขับมอไซด์รับจ้างซะอย่างงั้น
     ช่วงเรียนอยู่มหาลัย ก็ได้มันนี่แหละที่คอยรับส่งจากบ้านไปมอ เวลาที่กลับไปขึ้นรถที่ดำเนินไม่ทัน สุดยอดมาก
     ตอนกรูอยู่ปี 3 ช่วงกำลังซ้อมว๊าก กรูพาไอ้กอล์ฟไปเที่ยวบ้าน ก็ชวนไอ้กุ๊กนี่แหละไปกินหมูกะทะที่อัมพวากัน พอตกดึกนึกครึ้มใจอยากไปชะอำกันเพราะว่า net กะเพื่อนไปเที่ยวชะอำ ตอนเที่ยงคืนกรูสามคนเลยซ้อนสามขี่มอไซด์ไปชะอำกัน ทั้งๆ ที่น้ำหนักตัวแต่ละคนนั้นแทบจะ M150 ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย พอไปถึงเพชรบุรี รถเสือกยางแตกอีก สงสัยรับน้ำหนักกรูสามคนไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ไปถึงชะอำกันจนได้ตอนตี 5 แล้วยิ่งกว่านั้นตอนเช้าต้องกลับมางานบวชเพื่อนที่อัมพวาตอน 8 โมงอีกต่างหาก
     ล่าสุด ปีที่แล้วโทรมาขอยืมตังกู กูก็นึกว่าเดือดร้อนเหี้ยไร เสือกบอกจะไปซื้อรถ ไอ้เราก็นึกว่ามันจะซื้อรถมาทำมาหากิน เสือกซื้อมาทำรถเก็บศพ เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากมาเที่ยวบ้านผม ผมมีรถไว้รับรองทุกท่านแล้วครับ
    นี่เป็นแค่วีรกรรมคร่าวๆ เท่านั้นเพราะว่าวันนี้รีบ เด๋วจะพากันไปกินหมูกะทะที่ริมเขื่อนอัมพวากันอีกแล้วครับท่าน ยังไงวันหน้าจะมาเผาเรื่องไอ้บ้านี่ให้ฟังกันอีก เพราะแค่ที่เล่ามามันจิ๊บๆ
    
    
     
6月3日

สะบายดีหลวงพระบาง...ตอนที่ 2 กว่าจะมาถึงได้

     หลังจากเจอแกงค์ผู้หญิงถึงผู้หญิงเตือนเรื่องเวลารถออกไปหลวงพระบางแล้ว เราก็ตัดสินใจว่าเป็นไงเป็นกัน ยังไงก็ต้องไปให้ถึงหลวงพระบางวันนี้ให้ได้วะ เลยกัดฟันซื้อตั๋วไป 400,000 กีบ แต่ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลา เลยต้องหาข้าวรองท้องกันก่อน เลยตัดสินใจกันว่าถ้าเดินออกจากขนส่งสายเหนือตรงนั้นแล้วก็ไม่รู้จะไปไหน เลยกินมันซะที่นั่นแหละ ร้านแรกเป็นข้าวราดแมลงวัน เอ้ย! ข้าวราดแกง โดยที่กับข้าวที่นู่นที่น่าสนใจก็มี เนื้อแมลงวันแดดเดียว แกงแมลงวัน ฯลฯ ร้านที่สองเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อ...อะไรก็ไม่รู้ เพราะกรูไม่ได้ถาม แต่ก็ยังดี เลยสั่งไปซะ (แนะนำว่าถ้าจะไปกินก๋วยเตี๋ยวฝั่งลาว ถามเค้าก่อนว่าเนื้ออะไร) อิ่มหนำสำราญเสร็จก็มานั่งใกล้ๆ กลุ่มที่จะไปหลวงพระบาง (กลัวตกรถ) เลยได้รู้ว่าที่รถช้าเพราะว่าต้องรอพวกเวียดนามอีก 7 คนเลยต้องออกบ่ายโมงครึ่ง (ตอนที่พวกกรูนั่งกินข้าวกันอยู่มีเวียดนาม 7 คนมานั่งแดกข้าวกันสบายใจเฉิบ...มันน่า..)
     บ่ายโมงครึ่งตรงเวลา รถเริ่มมีการขยับเขยื้อนแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นไอ้พวกเวียดนามทั้ง 7 ก็เริ่มทำตัวมีปัญหาอีกแล้ว มาช้าแล้วยังจะมาไล่ที่กรูอีก ดีที่พวกพี่คนไทยด้วยกันบอกว่าอย่าไปยอมมัน มันมาช้าเอง ใครมาก่อนก็เลือกนั่งได้ก่อน มันเลยไปไล่ที่ฝรั่งแทน ส่วนเหตุการณ์บนรถมันยังก่อปัญหาให้กรูอีก ก็ไอ้เวียดนามคนนึงที่นั่งเบาะตรงข้ามกรูมัน ขากกก.....แล้วเสือก ถุยบนรถซะงั้น ดีที่มีพี่ลาวคนนึงที่มานั่งเบาะพิเศษตรงกลางรถคั่นกลางไว้ ไม่งั้นเปิดศึกระหว่างประเทศไปแล้วมรึง
     รถเริ่มออกจากขนส่งสายเหนือที่เวียงจันทร์ หรือบางที่เรียก "กำแพงนคร" ตอนบ่ายโมงครึ่ง คาดว่าน่าจะถึงหลวงพระบางในอีก 10 ชม. ระหว่างทางก็มีการจอดแวะให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเรา งงๆ กันบ้าง คือว่าพี่คนขับกับเด็กรถ ปวดเยี่ยว ก็จอด พี่ลาวทั้งหลายเหมือนรู้กัน พอรถจอด ก็เข้าทุ่งกันใหญ่ สำหรับใครที่คิดว่าลาวเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนน่ากลัว กลัวว่าเดินทางตอนกลางคืนแล้วจะโดนปล้น ขอบอกว่า กรูไปมาแล้วไม่ต้องกลัวครับ เพราะว่าเด็กรถเราก็มีปืนโว้ย 555
     นั่งเบียดกับไอ้เหี้ยโย เพื่อรับแอร์ที่ไม่เย็นบนรถไปซักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่าแอร์ไม่ดับไปซะดื้อๆ ถึงตอนนั้นเองก็ถึงบางอ้อว่าเค้าปิดแอร์ไม่เย็นแล้วให้เปิดแอร์ธรรมชาติกันเองโว้ย! สำหรับคนเดินทางช่วงกลางคืนอย่างเราไม่ต้องห่วง เพราะว่าวิ่งผ่านเขาตลอด อากาศเย็นสบายถึงหนาวเชียวแหละ
     ประมาณสี่ถึงห้าโมงรถก็จอดแวะที่เมืองวังเวียง เมืองที่เค้า (ใครหว่า?) ว่ากันว่าเป็นเมืองแฝดกับปาย ที่แม่ฮ่องสอน ตอนถึงวังเวียง พวกมะมวง มังคุด ฝรั่ง ญี่ปุ่น ลงกันเกือบหมด เหลือแต่พี่ลาวกับพี่ไทยซะส่วนใหญ่ที่จะไปกันต่อ (มันกลัวอะไรกันวะ...) ถึงตอนนี้จากรถที่แน่นๆ จากเวียงจันทร์ก็นั่งกันสบาย คนขับบอกว่าพอถึงเมืองหน้าจะแวะให้กินข้าว เฮ้อ เหมือนยกภูเขาไฟฟูจิออกจากอก ได้กินข้าวแล้ว
     หลังจากแวะกินข้าวกันเรียบร้อย รถหวานเย็นของเราก็ออกให้บริการกับลูกค้ากันต่อ.. เอ้า หวานเย็นมาแล้วจ้า.. พระอาทิตย์กลับบ้านไปหาลูกเมีย ทิ้งไว้แต่ความมืดไว้ อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับระยะทางที่เริ่มสูงชันขึ้นเรื่อยๆ แข่งกับความหนาวเย็น รถหวานเย็นของเราพามาถึงเมืองนึงเพื่อนำของที่มาจากเวียงจันทร์ลง แล้วจู่ๆ ก็มีลุงลาวคนนึงเดินมาบอกเราว่าอีกชั่วโมงเดียวถึง 555 จะถึงแล้วโว้ย หลวงพระบาง
     จากตอนนั้นทำให้รู้ว่า 1 ชม.ของคนลาว (คนนั้น) มีค่าเท่ากับ 3 ชม. ของเด็กไทยอย่างกรู ตลอดเวลาหลับๆ ตื่นๆ พอเริ่มใกล้จะถึง พี่คนขับอารมณ์ดีของเราก็เริ่มเปิดเพลงไทย หลังจากที่ช่างออกจากเวียงจันทร์เปิดเพลงลาวซะอยู่นาน เหมือนเป็นสัญญาณปลุกคนไทยอย่างเราว่า จะถึงแล้วโว้ย พวกมรึงตื่นได้แล้ว
     สักอึดใจเราก็มาถึงแล้ว หลวงพระบาง เย้! แต่รถมาจอดที่ขนส่งซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองของหลวงพระบาง เราต้องนั่ง 2 ตุ๊ก เข้าไปอีก คนละ 10,000 กีบ ราคาต่อรองกันได้ (น้องแจนนักต่อของเราต่อทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม) ตอนนั้นเกือบเที่ยงคืนแล้ว ปัญหาคือจะหาที่พักยังไงวะ เลยขอติดสอยห้อยตามพี่คนไทยอีก 2 คนที่มารถคันเดียวกัน ชื่อพี่โนกับพี่เชิดไปหาที่พักด้วยกัน ที่แรกตรงไปแถวสายการบินลาว เจอเกสต์เฮ้าส์ที่นึงน่าอยู่มาก 3 เตียง เหมาะกับเรา 4 คนมาก แต่ติดที่พี่ 2 คนนั้นไม่เอา เลยต้องช่วยกันไปหาต่อ จนพี่เค้าได้ที่พักในตัวเมือง เราเลยกลับมาเอาห้องพักที่ไปดูทีแรก ต่อรองกับเด็กที่เฝ้าว่า ถ้าให้อยู่ 4 คนจะให้ 500 ต่อคืน เค้าเลยยอม  เป็นอันว่าวันนี้ก็มาถึงหลวงพระบางกันจนได้
    
 
TipS
1. เกสต์เฮ้าส์ที่พวกเราพักชื่อ เฮือนพักจาลิยา
2. รถบัสแอร์(ไม่เย็น) เปิดแค่ครึ่งทาง จะมีหน้าต่างเล็กๆ ข้างล่าง ไว้เปิดอีกครึ่งทางที่เหลือ
3. ถ้าออกจากเวียงจันทร์ตอนบ่าย จะถึงหลวงพระบางตอนค่ำ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่พัก เพราะ 2 ตุ๊ก ที่นู่นจะพาไปเคาะประตูหาเอง
 
.....................................................................................................................................
บันทึกช่วยจำ..เมื่อวานเจอเพื่อนสมัยเรียนมัธยมคนนึง มันมาซื้อของตรงข้ามร้านขนมไข่ของกรู ปกติกรูเวลาเจอเพื่อน ถ้าไม่เอาขนมให้มันกลับไปกินก็ทักทาย เรียกเข้ามากินข้าวกินน้ำที่ร้าน แต่มันเจอหลางครั้งแล้วพอทักมัน มันก็พยักหน้า แบบว่า งั้นๆ เมื่อวานเลยไม่ได้ทักมัน มันก็ทำเป็นมองไม่เห็นกรู กรูเลยได้แต่คิดว่า "มรึงไม่เห็นกรู ก็ขอให้ไม่เห็นไปตลอดนะโว้ย"
 
5月30日

สะบายดีหลวงพระบาง...ตอนที่ 1 ลาก่อนปะเทดไท

ผ่านไป 1 เดือนเต็มหลังจากหนีแม่เที่ยวครั้งล่าสุด ถึงเวลาที่จะบันทึกความทรงจำที่แบกใส่กระเป๋ากลับมาจากหลวงพระบางได้แล้ว
เนื่องจากความจำเลอะๆ เลือนๆ ถ้าอ่านแล้ว งงๆๆ ก็จง งงๆๆ ต่อไปละกัน
 
     จุดเริ่มต้นการเดินทางเกิดจากการอยากสนองตัณหาของตัวเอง แต่ว่าไม่อยากไปคนเดียว เลยชวนไอ้แม้วไปด้วย หลังจากนั้นก็ได้เพื่อนร่วมทริปอีก 2 คน คือน้องแจน กับไอ้เหี้ยโย (ติดตังกรูทริปนี้ 350 บาท)
     จุดหมายแรกของการเดินทางเริ่มขึ้นที่หมอชิต โดยการเลือกสุ่มเอาว่าจะไปบริษัทไหน ก็เสือกเลือกได้บริษัทที่ดีที่สุดๆๆๆๆ จริงๆๆๆๆ กรูอุตสาห์โทรไปจองตั้งแต่วันพุธ พอวันศุกร์ไปรับตั๋ว เสือกบอกไม่มี เวร แต่ไม่เป็นไร คิดซะว่าต้นร้ายปลายดี หลังจากรอให้สมาชิกครบแล้วก็เตรียมออกเดินทาง แต่ในระหว่างที่รอ เหมือนกับพระเจ้าจะอวยพรให้การเดินทางเป็นไปอย่างร่มเย็น เลยประทานสายฝนลงมาซะห่าใหญ่ แถมรถทัวร์เจ้ากรรม ก็ดันเลทไปซะอีกเกือบๆ 2 ชั่วโมง กรูกับไอ้แม้วอ่ะ เซ็ง แต่เพื่อนกรูอีกคนสบายใจฉิบหาย กว่ารถจะมาก็เกือบ 5 ทุ่ม ตาลีตาเหลือกรีบขึ้นรถหนีความชุ่มชื้นที่พระเจ้าประทาน บนรถแอร์ดันไม่มีอีก โอ้!!! นี่พระเจ้าเล่นตลกกับพวกกรูรึไงวะ รถทัวร์มันก็ออกของมันไปอย่างงั้น บอกว่าเดี๋ยวจะเอารถไปเปลี่ยนให้ อืม... เชื่อเค้าแล้วกัน แต่นั่งไปสักพัก ความร้อนมันเกินทน หลายๆ คนในรถเริ่มทนไม่ได้ เริ่มมีการให้ศีล ให้พร กับเด็กรถพอสมควร เค้าเลยจอดให้เราแวะเที่ยวชมหน้าดอนเมืองกันสักพัก ก็มีรถมาเปลี่ยน เฮ้อ โชคดีเริ่มมาเยือน ...อยากได้แอร์เย็นๆ ใช่ไหม? เด็กรถมันคงคิดอย่างนี้ มันเลยจัดให้ซะ ห่า หนาวฉิบหาย
     รถมาจอดแวะพักที่โคราช ลงไปปลดปล่อยซะหน่อย หลับยาวจนเช้า
     6.00 น. ขอวันใหม่ นี่กรูอยู่ที่ไหนแล้ววะเนี่ย  ป้ายข้างทางบอกว่า ขอนแก่นโว้ย กำหนดการเดิมกะว่าจะมาถึงหนองคายสัก 6.30 น. แล้วรีบข้ามไปฝั่งลาว จะได้ทันรถไปหลวงพระบางตอนเช้า แล้วไปถึงหลวงพระบางเอาตอนค่ำๆ นี่กำหนดการของกรูมันคงเลื่อนไปหมดแน่ๆ แล้ว
     เกือบ 10.00 น. ของวันเดิม รถจอดส่งที่สถานีขนส่งหนองคาย โอย ถึงซะที ชีวิตนี้ไม่เคยได้บอกใครเลยว่าอยากได้รถ แต่ไปถึงหนองคายดันมีตาลุงคนนึงมาถามว่ารถไหม รถไหม? อยู่นั่นแหละ มาถามอยู่ได้ เลยเอาซะเลย 2 คัน เบนซ์หนึ่ง BM หนึ่งนะลุง ใส่ถุงห่อให้ด้วยละกัน
     ลุงดันบอกมีคันเดียว สกายแลป เอามั้ย? อืมๆๆ เอาก็ได้วะ แต่ไม่ต้องห่อให้นะลุง
     เลิกนอกเรื่องดีกว่า พอมีลุงเข้ามาถาม ก็ขอไปดูรอ inter bus ที่จะไปเวียงจันทร์ก่อน มีเที่ยว 10.30 น. ไม่ไหวๆ กรูรีบ ไปกะลุงก็ได้ ค่ารถจากขนส่งไปสะพานมิตรภาพไทย-ลาว คนละ 30 บาท พอไปถึงก็ต้องกรอกใบออกจากประเทศกับใบเข้าประเทศไว้ แล้วไปยื่นให้เจ้าหน้าที่พร้อมหนังสือเดินทาง และก็ผ่านมาได้ด้วยดี ต่อไปก็ซื้อตั๋วรถข้ามสะพาน คนละ 20 บาท พอรถมาก็อัดๆ กันเข้าไปนั่นแหละ เดี๋ยวเดียวก็ถึง ไม่ต้องอยากสบายนั่งหรอก พอถึงด่านฝั่งลาวก็รีบๆ ไปกรอกใบเข้าประเทศแล้วเตรียมแลกเงินกีบไว้ให้พร้อม จะเป็นเศรษฐีก็คราวนี้แหละ กรู ไอ้แม้ว แล้วก็น้องแจน แลกคนละ 3000 บาท ส่วนไอ้โย...ไม่บอกดีกว่า ค่าเงินตอนนั้น 1 บาทแลกได้ประมาณ 270 กีบ
     หลังจากเป็นเศรษฐีเมืองลาวกันแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางในลาวกันจริงๆ ซะที เออ ก่อนออกจากด่านเสียค่าเหยียบบ้านเมืองเค้าด้วยคนละ 20 บาทล่ะ
     ถ้าจะไปหลวงพระบางต้องไปที่ขนส่งสายเหนือของเค้าซึ่งอยู่ในเวียงจันทร์ ห่างจากด่านไปอีกประมาณ 24 กม. และก็เช่นเดิมหลังจากออกจากด่านก็จะมีคนมาเสนอขายรถอีก ต่อรองกันเองละกัน แต่กรูได้คนละ 30 บาท หลังจากโขยกเขยกนั่งรถกันไปสักพักหนึ่ง ก็มาถึงซะทีขนส่งสายเหนือ
     พอมาถึงก็มีคนมาเสนอขายเมืองให้
     หลวงพระบางไหม ?
     อืม...(หน้าตาแบบคิดหนัก) เท่าไหร่ล่ะ?
     100,000
     อืม... เอาก็ได้ 2 ห่อเลยละกัน ใส่หมูเยอะๆ ด้วยนะ ไม่ใสชูรสนะ
     ค่ารถไปหลวงพระบางคนละ 100,000 กีบ จำไว้ แต่ในขณะที่กำลังจะเดินไปซื้อตั๋วนั่นเองพวกเราก็พบกับแกงค์ผู้หญิงถึงผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ถามเราว่าไปหลวงพระบางรึเปล่า? ไอ้เราก็งง บอกว่าใช่ เค้าก็ถามเราต่อว่า แล้วมันบอกว่ารถออกกี่โมง เอ่อ บ่ายโมงครึ่งครับ  แล้วพวกพี่แกก็บอกว่าเนี่ยพี่รอตั้งแต่ 10.30 แล้ว มันบอกจะออกก็ไม่ออก โอ้ตายแล้ว แล้วมันบอกกรูว่าบ่ายโมงครึ่งมันจะออกกี่โมงวะเนี่ย..
 
To Be Continue...
 
TipS
1. ค่ารถจากกรุงเทพไปหนองคาย 450 บาทต่อคน
2. บ. ทัวร์ที่พวกกรูไป ชื่อ บ.ชาญทัวร์
3. การแลกเงินแลกได้ที่ฝั่งลาวตรงทางเข้าด่านเลย แลกตรงนั้นได้ราคาดี อย่าไปแลกข้างนอก เพราะอาจจะงงได้ เงินมันเยอะมาก ย้ำ!! เยอะมากๆ
 
 
 
5月26日

อยากไปเวียดนาม

หลังจากทำความฝันในการไปเที่ยวหลวงพระบางได้แล้ว
ตอนนี้ จอมโปรเจคอย่างผมก็เริ่มคิดก่อการครั้งใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้ว
ถ้าเพื่อนๆ ผมอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อยากจะชวนกันล่วงหน้าก่อนเลยดีกว่า
ปีหน้าฟ้าใหม่กะจะชวนคนที่มีใจรักการท่องเที่ยวไปเที่ยวกัน
อย่างน้อยปีหนึ่งๆ ไปเที่ยวด้วยกันสักครั้งก็ดีนะ
 
หลังจากมีประสบการณ์ในการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก
เลยอยากมีประสบการณ์ในครั้งที่สองอีกสักครั้ง
(คือว่าถ้าเที่ยวในประเทศอ่ะ จะไปเมื่อไรก็ไปได้ อีกอย่างหลายๆ คนคงเคยไปกันมาแล้ว ดังนั้นเลยอยากหาโอกาสปีหนึ่งสักครั้งชวนกันไปเที่ยวแบบลุยๆ ด้วยกัน)
ตอนนี้ที่กรูหาข้อมูลไว้ในขอบประเทศเรามี 3 สถานที่คือ
1. มาเลฯ-สิงคโปร์ โดยนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปมาเลฯ แล้วนั่งรถไปถึงสิงคโปร
2. กัมพูชา ครั้งหนึ่งในชีวิตขอไปนครวัด
3. เวียดนาม (เว้-ฮอยอัน) เดินทางผ่านประเทศลาว จากจังหวัดมุกดาหาร ผ่านลาว เข้าเวียดนาม
 
ใครสนใจอยากไปติดต่อสอบถามกันได้ 555
ประมาณว่าถ้าปีหน้าจะได้นัดกันหยุดงานแล้วไปไง ไปหลายๆ คนสนุกดี แถมคนหารเยอะอีก
แบบว่าอยากให้ไปกันเยอะๆนะ
 
ป.ล. คือใจจริงของกรูอยากไปเวียดนามว่ะ เนื่องจากว่ากรูยังประทับใจกับประเทศลาวอยู่
เลยอยากกลับไปเหยียบแผ่นดินลาวอีกสักครั้งนึง
 
เออ หรือว่าใครอยากไปหลวงพระบางก็บอกได้ เพราะกรูชักอยากกลับไปเมืองมรดกโลกอีกสักครั้งแล้วว่ะ
ถ้าไป ค่อยไปปลายปีนะ ขอเวลาไปเดินทางในโลกธรรมมะสัก 3 เดือนก่อน
 
 
5月21日

จุดที่ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลง

เสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสกลับไปมหาวิทยาลัยฮะ
ที่ต้องกลับไปเพราะบาปกรรมสมัยที่ยังเรียนอยู่เคยได้ก่อเอาไว้
ทำให้ทุกๆ ปีที่ผ่านมาและปีต่อๆ ไป ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤษภาคม จะต้องลักพาเวลาของตัวเองไปที่ม. อีกครั้ง
ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนที่จบมาแล้ว ทุกๆ ครั้งที่ได้กลับไปที่มหาวิทยาลัย ก็จะรู้สึกเหมือนๆ กัน
รู้สึกคิดถึงคืนวันเก่าๆ คิดถึงตอนเรียน ตอนสอบ รวมไปถึงตอนรับน้อง...
 
ช่วงที่รับน้อง สำหรับหลายๆ คนที่เคยเข้า และหลายๆ คนที่เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง
อาจจะยังจำได้ว่าจะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ทำตัวน่ากลัวๆ เข้ามาโหวกเหวกโวยวาย
แม่ง เข้ามาด่ากรูอยู่ได้
ซึ่งเพื่อนหลายๆ คนอาจจะเกลียดพวกเขา แต่หลายๆ คนอาจจะยังคิดถึงพวกเขา
ใช่ เขาคือ ไอ้พวกว๊าก นั่นเอง
เสาร์ที่ผ่านมามีการทดสอบความสามารถของน้องๆ ว๊ากเกอร์คณะเรา
น้องรุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ 14 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
การทดสอบมันก็น่าจะเป็นเหมือนๆ กับหลายๆ ปีที่ผ่านมา คือทดสอบ แล้วก็ทดสอบ
แต่วันเสาร์ที่ผ่านมาผมพบว่า น้องที่จะมาเป็นตัวแทนคณะกลับมา เพียงแค่ 12 คน
เป็นว๊ากเกอร์ 11 คน ประสานงาน 1 คน
โอ้ 11 คน ต่อน้องปี 1 ที่จะเข้ามา 1000 กว่าคน เหรอเนี่ย
สำหรับเรื่องการทดสอบ ผมคงไม่เสนอหน้ามาบอกทุกคนหรอก เพราะมันเหี้ยๆๆๆ มาก
แต่ผลที่ออกมานี่สิน่าสนใจกว่า
 
หลังจากรุ่นพี่ที่มาทดสอบคุยกันแล้ว จึงได้ข้อสรุปมาอย่างหนึ่งว่า
น้องแค่ 11 คนไม่พอ และฝีมือยังไม่เอาไหน
จึงมีข้อเสนอว่าให้มีรุ่นพี่ไปช่วยทำด้วย
ซึ่งรุ่นที่จะลงไปทำด้วยก็คือ รุ่น 12 หรือว่ารุ่นพี่ที่สอนรุ่น 14 อยู่นั่นเอง
และนี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรกในรอบ 14-15 ปีของคณะเรา
ที่กิจกรรมรับน้องว๊ากเกอร์จะเกิดจากการรวมรุ่นของสองรุ่นเข้ามาว๊าก
หลายๆ คนที่ยังไม่รู้อาจจะงงว่า รวมแล้วยังไง
ขออธิบายไว้ตรงนี้ว่า ปกติแล้วแต่ละปีแต่ละรุ่นที่จะมาทำว๊าก มักจะทดสอบได้จนเป็นที่พอใจของรุ่นพี่
แล้วไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรุ่น ของคณะ
ดังนั้นการที่ปีนี้ อาจจะเกิดการรวมรุ่นขึ้นมันแสดงถึงความล้มเหลวหลายๆ อย่างของระบบ (ผมคิดเช่นนั้น)
อย่างแรก ความไม่มีประสิทธิภาพของน้องรุ่น 14
สอง ความไม่เอาไหนของรุ่นสอนที่ต้องรับผิดชอบดำเนินการสอน ซึ่งก็คือรุ่น 12 นั่นเอง
สาม การเข้าไปแทรกแซงของรุ่นพี่บางคนทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับการสอน
 
แต่..อย่างน้องในเมื่อปัญหามันเกิดแล้ว ถูกต้องที่เราต้องช่วยกันแก้
แต่..อย่างน้อยผมก็คิดว่ามันก็ควรจะมีคนที่จะต้องรับผิดชอบ หรือขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หรือ..รับผิดชอบต่อความเหี้ยของตัวเองด้วย
หรือ..คิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของกรู กรูไม่เกี่ยวด้วย
เพราะฉะนั้น..จึงเกิดจุดที่ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงด้วยประการฉะนี้
 
บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความมักง่ายของบุคคลมันก็เป็นสิ่งที่เหี้ยเกินรับไหวเช่นกัน
 
ขอไว้อาลัยให้กับความเหี้ยๆๆ
 
 
 
 
5月14日

ร้อยเรื่องลาว

100 เรื่อง"ลาว"น่ารู้เอาไว้
1. 1 บาท = 274 กีบ อยู่ที่นู่นอาจรู้สึกรวยได้
2. ค่าเหยียบประเทศลาวมีค่าเท่ากับ ซาวบาท หรือว่า ยี่สิบบาท อย่างง
3. อ้อ แล้วค่าออกประเทศก็มีค่าเท่ากันนะ
4. รถโดยสารที่นู่นไม่เคยออกตรงเวลา
5. เวลาข้ามไปลาว ถึงอยู่ที่ด่านเข้าเมือง ถ้ามีโทรศัพท์เข้า อย่ารับ เพราะจะเสียค่าโทรระหว่างประเทศ
6. เบียร์ลาว อร่อยมาก แดกเท่าไหร่ก็ไม่เมา
7. ถ้ากินข้าวที่นู่นเวลาจ่ายเงินอย่าตกใจ เพราะบางมื้ออาจเสียเป็นแสนๆ ได้
8. คำทักทายที่นู่น คือ สะบายดี แปลว่า สวัสดีของบ้านเรา
9. หัดพูด "บ่เป็นหยัง" ไว้เยอะๆ เพราะจะมีคนเข้ามาเสนอสินค้าและบริการให้บ่อยมากๆ
10. เด็กรถที่นู่นนอกจากจะพกกระบอกเก็บตังก์แล้วยังพกปืนอีกด้วย
11. ขอบคุณ = ขอบใจ
12. ขอบคุณมาก = ขอบใจหลาย
13. ระยะเวลาเดินทางจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบาง 12 ชั่วโมง
14. รถ VIP แอร์ที่นู่น เปิดแอร์แค่ครึ่งทางนะ
15. ค่ารถจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบาง 100,000 กีบ
16. ถ้านั่งรถข้างคนเวียดนาม ระวัง! มันขาก แล้วถุยบนรถหน้าด้านๆ
17. เวลาสั่งอาหาร ถามให้แน่ว่าเนื้ออะไร บรื้อ..อออ
18. พยายามหัดต่อรองราคาให้เก่งๆ รับรองได้ใช้แน่นอน
20. ถ้าจะซื้อตั๋วรถจะต้องบอกว่า ซื้อปี้
21. ที่นู่นเลขที่นั่งบนรถเขียนไว้เล่นๆ นั่งตรงไหนก็ได้
22. ถ้าที่นั่งไม่พอ มีเก้าอี้พลาสติกไว้นั่งตรงกลางได้
23. รถที่นู่นวิ่งเลนขวานะ
24. รถ เวียงจันทร์-หลวงพระบาง ผ่านวังเวียงด้วย
25. วังเวียงเป็นเมืองท่องเที่ยวของลาว นักท่องเที่ยวชอบมาแวะพัก
26. เค้าว่าวังเวียง เป็นเมืองแฝดของ ปาย ที่แม่ฮ่องสอน
27. รถจะแวะพักที่เมืองกาสี มั้ง? ให้กินข้าว และทำธุระส่วนตัว
28. ระหว่างทางไม่ต้องกลัวหิว เพราะมีของกินขายตลอดทางที่ผ่าน
29. ขนมก็มีนะ เพราะเอามาจากเมืองไทยนี่แหละ
30. ที่ลาวรับโทรทัศน์ไทยได้ ถ้าไปคนเดียวไม่ต้องกลัวเหงา
31. ป้ายหลักกิโล จะเป็นแท่งๆ สีขาว หัวสีแดง เหมือน????
32. ยาแก้เมารถควรนำติดตัวไปด้วยถ้าจะนั่งรถไปหลวงพระบาง
33. เอาไปเยอะๆ ก็ดีนะ
34. ถ้าไปถึงหลวงพระบางกลางคืน ไม่ต้องกลัวว่าหาที่พักไม่ได้ เพราะจะมีตุ๊กๆ ที่นู่นมารอแล้วพาไปเคาะเรียก
35. ราคาก็ตามต่อรองเอาเลย
36. เกสต์เฮ้าส์ เรียว่า เฮือนพัก
37. กรูพักที่เฮือนพักจาลิยา คืนละ 500 บาท นอนได้ 4 คน
38. อยู่แถวสายการบินลาว
39. ที่นู่นไม่มีรถมอเตอร์ไซด์ให้เช่า มีแต่จักรยาน วันละ 1 เหรียญ
40. เวลาเช่าเค้าจะยืดพาสปอร์ตเราไว้ด้วย
41. เฝอ (ก๋วยเตี๋ยวญวน) อาหารยอดฮิต ราคาประหยัด กินได้บ่อยๆ
42. ที่เที่ยว ทั้งวัดและพิพิธภัณฑ์ บางที่จะต้องเสียค่าเข้าด้วย คนละ 5,000 กีบ ถึง 10,000 กีบ
43. ลืมบอก ราคาข้างบน สำหรับคนไทยต่อรองได้นะ
44. อย่าลืมไปเที่ยววัดเชียงทองนะ เพราะสวยมากๆ
45. ถ้าไปเที่ยวหลวงพระบาง ควรหาหนังสือคู่มือท่องเที่ยวไปด้วยจะสนุกมากๆ
46. แนะนำ หนังสือ "นายรอบรู้" เที่ยวหลวงพระบาง ให้ข้อมูลได้ดีมากๆ
47. ที่หลวงพระบางมีแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน 2 สาย ล้อมอยู่ด้วย
48. เพราะฉะนั้นเราสามารถมาหลวงพระบางทางแม่น้ำโขงได้
49. แต่ต้องขึ้นเรืองที่เชียงของ แล้วข้ามมาฝั่งลาว นั่งเรือต่อมา
50. เรือเร็ว 6 ชั่วโมงถึง แต่ต้องสวมหมวกวกันน็อก และก็สวนชูชีพ
50. เรือช้า 2 วันถึง
52. ลาวไม่มีกษัตริย์นะ
53. สถานที่ราชการที่นู่นปิดพักเที่ยงประมาณ 11 โมงแล้วเริ่มทำงาน 13.30 น.
54. ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 20,000 กีบ แพงมาก
55. ถ้านำกล้องถ่ายรูปเข้าไปเด็ดขาด
56. พิพิธภัณฑ์เคยเป็นวังเก่าของเจ้ามหาชีวิต กษัตริย์ลาว
57. ถ้ามองจากท้องพระโรงของวัง จะเห็นพระธาตุพูสีอยู่ฝั่งตรงข้าม
58. ส่วนด้านหลังของวังจะติดกับแม่น้ำโขง
59. พระธาตุพูสี เป็นพระธาตุประจำหลวงพระบาง
60. พระธาตุพูสีมีทางขึ้นสองด้าน
61. ด้านแรกอยู่ตรงพระราชวัง
62. อีกด้านติดแม่น้ำคาน
63. บนยอดพระธาตุจะเห็นวิวรอบเมืองหลวงพระบางได้
64. นอกจากโบราณสถานที่ขึ้นชื่อแล้ว หลวงพระบางยังมีน้ำตกที่สวยอีกต่างหาก
65. น้ำตกกวางสี หรือกวงสี ถ้าจะไปต้องติดต่อบริษัทนำเที่ยวหรือเหมารถออกไปเที่ยวก็ได้
66. ที่น้ำตกจะมีกรงหมีกับกรงเสืออยู่ด้วย แวะดูได้
67. ไปเที่ยวน้ำตก ระวังตัว"ทาก" ด้วย
68. ขากลับแวะเที่ยวหมู่บ้านม้งก็ดีนะ เอาขนมไปฝากเด็กๆ ที่นั่นด้วยก็ดีนะ
69. หลวงพระบางยามค่ำคืน มีตลาดกลางคืนนะ ซื้อของฝากได้
70. เดินตลาดกลางคืน อย่าด่วนตัดสินใจซื้อ ลองถามหลายๆ ร้านดูก่อน
71. แนะนำร้านอาหาร "ตำหนักลาว" เพราะไปกินมาอร่อยดีและก็ไม่แพง
72. เมนูแนะนำ "เอาะหลาม", "หมกปา" และก็ "สลัดหลวงพระบาง" ลองกินดู
73. ที่นู่นใส่ผงชูรสกันอย่างเมามันส์มาก เวลาสั่งอาหารก็บอกเค้าก่อน
74. ผงชูรส เรียกว่า แป้งนัว
75. ถ้าอยากได้นำแข็ง บอกเค้าว่า น้ำก้อน
76. แต่ถ้าอยากได้นำแข็งยูนิค ให้บอกเค้าว่า น้ำก้อนอนามัย
77. ไปที่นู่นใช้เงินกีบจะถูกกว่าเงินบาทนะ
78. ถ้าอยากแลกเงินที่หลวงพระบางมีแถวๆ พิพิธภัณฑ์กับแถวๆ สายการบินลาว
79. ถ้าแลกกับแม่ค้าจะได้น้อยกว่า ประมาณ 250 กีบต่อ 1 บาทเอง
80. ที่หลวงพระบางมีผับด้วย ชื่อ "ดาวฟ้า"
81. ถ้าจะสั่งเป๊ปซี่ 1 ขวด ต้องบอกว่า เป๊ปซี่ 1 แก้ว
82. ถ้าจะสั่งน้ำ 1 แก้วต้องบอกว่า 1 จอก
83. เพราะฉะนั้นเวลาชนแก้วกันในผับจะพูดว่า "ตำจอก"
84. ผับที่นู่นปิดประมาณเที่ยงคืนเอง
85. เปิดเพลงไทยด้วยนะจ๊ะ แล้ววัยรุ่นที่นู่นก็ร้องได้อีกตะหาก
86. ผู้หญิงบางคนนุ่งผ้าซิ่นมาเต้นด้วยจ้า
87. เด็กนักเรียนผู้หญิงที่นู่นจะนุ่งผ้าซิ่นไปเรียนตลอด
88. เด็กประถมจะมีผ้าผูกคอด้วย
89. ถ้าอยากส่ง mail ใช้ได้ที่หลวงพระบาง 150 กีบต่อ 1 นาที
90. แต่ที่วังเวียงคิด 300 กีบต่อ 1 นาที โห 2 เท่าแน่ะ
91. ที่วังเวียงมีมีแม่น้ำซองไหลผ่าน น้ำใสมาก ยืนยัน
92. เออ ถ้าจะไปเที่ยวลาวไม่ต้องขอวีซ่านะ แต่ต้องมีพาสปอร์ต อยู่ได้ 30 วัน
93. ไปเที่ยวเวียงจันทร์อย่าลืมไป เที่ยวประตูชัย ธาตุหลวง หอพระแก้วนะ
94. ยกเว้นประตูชัย ที่เหลือเสียค่าเข้าทุกที่
95. ที่นู่นบังคับให้รถวิ่ง 30 มั้ง เห็นมีแต่ป้าย 30 คนที่นู่นก็บอกว่างั้น
96. เออ ระหว่างทางไปหลวงพระบาง จะมีคนนั่งอยู่ริมทางถือปืนด้วย น่ากลัวมาก
97. แต่ไม่ต้องกลัวเพราะเค้าเป็นทหารชาวบ้าน คอยคุ้มกันรถที่ผ่านไปมา
98. ที่ด่านตอนขากลับ แวะ duty free ซื้อเหล้ากลับมาก็ดี เพราะถูกกว่าบ้านเราอ่ะ
99. ไอ้โย มันเอาเบียร์ลาวไปแดกเวลาขี้ด้วย
100. มีข้อ 50 ซ้ำกัน 2 อันอ่ะ
 
 
 
5月2日

ลาก่อนเมืองไทย สะบายดีหลวงพระบาง

ไปหลวงพระบางมาแล้วโว้ย 555
ในที่สุดก็ได้ทำตามสิ่งที่ฝันไว้ได้อย่างหนึ่งแล้ว
 
ขอบคุณพ่อ แม่ ที่สนับสนุนค่าเดินทาง
ไอ้กอล์ฟ ไอ้โย และก้อเพื่อนที่ทำงานของไอ้กอล์ฟ ที่ร่วมเดินทางไปด้วย(ไอ้โยบอกอย่างนั้น)
ขอบคุณพี่โน และพี่เชิดสำหรับอาหารมื้อนั้น
ขอบคุณแกงค์ผู้หญิงถึงผู้หญิงที่ให้เรากลับเวียงจันทร์มาด้วยกัน
 
วันนี้ยังไม่ว่าง up space เพราะมีภารกิจที่จะต้องไปทำต่อ
 
to be continue...